การจับกุม ซาบรีนา เมิ่ง หวานโจ่ว ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน รองประธาน และบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย ในเมืองแวนคูเวอร์ โดยทางการของแคนาดา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2018 เปรียบเสมือนสัญญาณว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เมิ่ง หวานโจ่ว ถูกจับกุมด้วยวิธีกักบริเวณ ตามคำขอของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยข้อกล่าวหาว่าเธอมีความผิดข้อหาละเมิดมาตรการคว่ำบาตร ที่สหรัฐอเมริกามีต่ออิหร่าน ซึ่งห้ามค้าขายหรือส่งออกอุปกรณ์ใดๆ ให้กับอิหร่าน

การอ้างถึงการค้าขายอุปกรณ์ของหัวเหว่ย ให้กับอิหร่าน เชื่อมโยงเข้ากับเรื่องเทคโนโลยี 5G ซึ่งสหรัฐฯ ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการล้วงข้อมูลและจารกรรมความลับต่างๆ ทั้งของรัฐบาลและองค์กร ทำให้มีการตีความว่า การจับกุมครั้งนี้ เป็นมากกว่าสงครามทางการค้าเพราะมีเรื่องของความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิก EU ต่อต้านสินค้าของหัวเหว่ยเพื่อปกป้องความมั่นคง แม้จะมีสัญญาณว่าจะร่วมมือกับสหรัฐฯ จากบางประเทศอย่างชัดเจน แต่ประเทศอังกฤษและเยอรมันนี ได้ชี้แจงว่า ถ้าหากมีความเสี่ยงในด้านความมั่นคง รัฐบาลเชื่อมั่นว่าจะรับมือกับปัญหาได้

การต่อสู้คดีของเมิ่ง หวานโจ่ว ดำเนินเรื่อยมา โดยทนายความของหวานโจ่ว อ้างถึงการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง และล่าสุด ทนายความได้ยกคำพูดของประธานาธิบดีทรัมพ์ ที่ได้กล่าวว่า จะถอนฟ้องและปล่อยตัว หากจะมีผลต่อการเจรจาทางการค้ากับจีน อันสะท้อนให้เห็นว่า การจับกุมครั้งนี้ มีวาระทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2019 สหรัฐฯ ขึ้นอัตราภาษีสินค้าจีน จาก 10% เป็น 25% ต่อสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่ ปธน. ทรัมพ์ ได้ประกาศไว้ และกล่าวทางทวิตเตอร์ว่า “อัตราภาษีนี้จะทำให้ประเทศของเรามั่นคงยิ่งขึ้น และจีนไม่ควรจะทำการต่อรองในนาทีสุดท้าย”

การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ และจีน ในค่ำวันที่ 9 พฤษภาคม 2019 เป็นเวลา 90 นาที ไม่ได้ผลสรุปแต่ประการใด และ ปธน. ทรัมพ์ ยังประกาศว่า มาตรการต่อไปคือ อาจจะดำเนินการขึ้นอัตราภาษีสินค้าจีนทุกประเภท แม้ว่านโยบายการขึ้นภาษีดังกล่าว จะมีคำเตือนจากภาคธุรกิจ และกลุ่มพันธมิตรในพรรครีพับบลิกันว่า อาจจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เพิ่มความรุนแรงขึ้น เมื่อทรัมพ์ ใช้คำสั่งพิเศษ ให้หัวเหว่ย ขึ้นบัญชีดำ โดยห้ามดำเนินธุรกิจทุกประเภท กับบริษัทอเมริกัน คำสั่งพิเศษนี้ ได้รับการตอบรับจาก Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ซึ่งหมายถึง Google อาจไม่สนับสนุนระบบ Android, Play Store, YouTube, Gmail, Chrome และบริการอื่นๆ ของ Google ให้ หัวเหว่ย อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การระงับความร่วมมือทางธุรกิจกับหัวเหว่ยนี้ จะมีผลต่อผลิตภัณฑ์ในอนาคตของหัวเหว่ยเท่านั้น ส่วนสินค้ารุ่นปัจจุบันจะไม่ได้รับผลประทบดังกล่าว และใช้บริการจาก Google ได้ต่อไป รวมทั้ง security updates

ต่อมาในวันที่ 21 พฤษภาคม 2019 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามหัวเหว่ยดำเนินธุรกิจกับบริษัทอเมริกันเป็นการชั่วคราว ให้มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 19 ส.ค.นี้ ดังนั้นหัวเว่ยจะสามารถใช้ระบบแอนดรอยด์ได้ต่อไป จนถึงวันที่ 19 ส.ค.

แต่การขึ้นบัญชีดำ และห้ามดำเนินธุรกิจกับหัวเหว่ย ของสหรัฐฯ เป็นการถือไพ่เหนือจีนอย่างชัดเจนจริงหรือไม่?

ผลิตภัณฑ์ของหัวเหว่ย หากขาดระบบปฎิบัติการเช่น Android และ applications ต่างๆ แล้วอาจดูเหมือนหมดทางสู้ แต่ผลกระทบไม่ได้เกิดกับหัวเหว่ยแต่ฝ่ายเดียว เพราะผลิตภัณฑ์ของหัวเหว่ย อยู่ในระบบโซ่อุปทานของสายการผลิตขนาดใหญ่ระดับโลก ดังนั้น จึงมีผลต่อบริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน ที่ผลิตและขายส่วนประกอบให้กับหัวเหว่ยด้วย เช่นบริษัทในซิลิคอนแวลลีย์ โดยมูลค่าของการสูญเสีย ประเมินว่าอาจสูงถึง 11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งยังมีผลต่อบริษัทจากประเทศอื่นๆ ที่ขายส่วนประกอบให้กับหัวเหว่ย เช่นชิปเซ็ต ตัวอย่างเช่น บริษัทในไต้หวัน ที่ชิพเซ็ตมีชิ้นส่วนจากสหรัฐฯ ประกอบอยู่ด้วยอาจไม่สามารถขายให้หัวเหว่ยได้

หลังจากได้มีประกาศขึ้นบัญชีดำหัวเหว่ย บริษัทที่ทำการค้ากับหัวเหว่ย เช่น เป็น supplier ให้กับโทรศัพท์มือถือ และแทบเบล็ต ประสบภาวะราคาหุ้นตก เช่น Qualcomm ตก 4%, Micron 3% lower ส่วนบริษัท semiconductor เช่นQorvo และ Skyworks ตก 7% and 6% ตามลำดับ

โฆษกของหัวเหว่ย ได้ออกแถลงว่า “เหตุการณ์นี้ ไม่ได้มีผลดีต่อใคร และจะสร้างความเสียหายให้กับบริษัทอเมริกันที่เป็นคู่ค้าของหัวเหว่ย และมีผลเสียต่อตำแหน่งงาน และความร่วมมือของโซ่อุปทานระดับโลกต้องหยุดชะงัก”

การถูกขึ้นบัญชีดำ สะเทือนหัวเหว่ยเพียงใด?

เมื่อเดือนมีนาคม 2019 นิตยสาร Die Welt ของเยอรมันนี ได้สัมภาษณ์ Consumer Group Business CEO ของหัวเหว่ย Richard Yu ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่าหัวเหว่ย ได้พัฒนาระบบปฎิบัติการของตนเองไว้แล้ว จากสาเหตุความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างหัวเหว่ยและรัฐบาลสหรัฐฯ และเป็นการเตรียมพร้อม ในกรณีผลิตภัณฑ์ของหัวเหว่ย ถูกห้ามไม่ให้ใช้ Android หรือ Windows แต่นั่นเป็น plan B เพราะหัวเหว่ยต้องการใช้ Android และ Windows เป็นอันดับแรก ตามความชอบของผู้บริโภค บทสัมภาษณ์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า หัวเหว่ย คาดเดากลยุทธ์ของสหรัฐฯ ได้แม่นยำ

วงการสมาร์ทโฟน มี iOS และ Android เป็นตัวยืน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีความพยายามที่จะตีตัวออกจาก iOS และAndroid มาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น Microsoft phone และ Window Phone OS และ Windows 10 Mobile สมาร์ทโฟนของซัมซุง บางรุ่น ใช้ Tizen OS และ โนเกียใช้ Symbian OS

ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเหว่ย กล่าวว่า มาตรการลงโทษของรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อตัวเลขการเติบโตของหัวเหว่ย และการเปลี่ยนคณะผู้บริหารตามที่สหรัฐฯ ร้องขอ หรือการให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถตรวจสอบการทำงานของบริษัทได้นั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นได้

ในการตอบโต้การขึ้นภาษีสินค้าจีนนั้น  รัฐบาลจีนได้ประกาศแผนการขึ้นภาษีสินค้าอเมริกันมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ และหาก ปธน. ทรัมพ์ จะขึ้นภาษีสินค้าจีนอีกระลอก จะเกิดผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง จะต้องมีการปรับราคาสินค้าที่ Target, Costco, Home Depot และ Walmart อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา มือถือ ร่มกันแดด หรือสมาร์ทโฟน

การปะทะกับหัวเหว่ยของสหรัฐฯ  แม่จะไม่ใช่สงครามกับรัฐบาลจีน แต่ก็ไม่ต่างจากการรังแกลูก กระทบถึงพ่อ เรื่องนี้จึงไม่มีวันจบง่าย และคงไม่มีผู้ชนะที่เนื้อตัวไม่ถลอก


เมื่อต้นปี 2018 ประเทศจีน มีผู้ใช้ iPhone จำนวน 243 ล้านเครื่อง เป็นจำนวนเท่ากับ 33% ของ iPhone ที่ใช้กันทั่วโลก ( 728 ล้านเครื่อง) แล้วจีนมีความคิดที่จะใช้นโยบายปิดกั้น iPhone เป็นการตอบโต้ แวบเข้ามาในหัวบ้างหรือไม่….

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here