ปรากฎการณ์ที่พบเห็นในช่วงที่สังคม กำลังพยายามจะก้าวข้ามอุปสรรคทางการเมือง นอกเหนือจากการแสดงวิสัยทัศน์ ชั้นเชิงด้านการต่อรอง การสร้างวาทกรรมชนะใจ และการรักษาฐานเสียงแล้ว ยังเกิดปรากฎการณ์ทางพฤติกรรมมนุษย์ ที่น่าเป็นห่วง เพราะไม่ใช่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์เอกเทศ แต่ได้พบเห็นมาเป็นระยะเวลานาน เพียงแต่สังคมไทย ไม่ได้ให้ความสำคัญในด้านจิตวิทยามากพอ จึงมักปล่อยผ่าน คิดว่าเป็นพฤติกรรมชั่วครั้งชั่วคราว

การที่นักการเมือง แต่งเรื่องที่ไม่มีจริง บิดเบือนข้อมูล หรือสร้างชุดข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเป็นผู้รู้ มีแหล่งข่าวล้วงลึก หรือการพูดชักจูงมวลชน ว่าตนถูกกลั่นแกล้ง โดยไม่อ้างถึงความผิดพลาดของตนในเรื่องกฎระเบียบ หรือการกระทำที่ทำร้ายความรู้สึกสังคม ล้วนเป็นพฤติกรรม ที่อาจจะมากกว่า “กลยุทธ์” ทางการเมือง แต่เป็น “อาการ” ที่ควบคุมไม่ได้

พฤติกรรมโกหก เป็นธรรมชาติของมนุษย์ และเป็นการกระทำที่มีจุดประสงค์ต่างกัน เหตุการณ์ทางการเมืองเกี่ยวโยงกับเป้าการส่งออก 15% ของกระทรวงพาณิชย์ ได้สอนให้คนไทย ได้รู้จักความหมายของ white lie หรือการโกหกเพื่อถนอมน้ำใจ โดยไม่เล่าความจริงทั้งหมด

เมื่อถูกตรวจสอบและตัวเลขส่งออกคลาดเคลื่อนไปจากเป้าที่ตั้งไว้ถึง 8% ผู้รับผิดชอบได้แถลงว่า การรายงานยอดการส่งออกนั้น เป็นการโกหกเพื่อรักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิฐ ซึ่งการโกหกครั้งนั้น ไม่ใช่ white lie แม้แต่น้อย เพราะเป็นการรักษาหน้าตนเอง ไม่ได้ถนอมน้ำใจนักลงทุน หรือภาคธุรกิจหรือภาครัฐใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการโกหกโดยไม่ใยดีต่อความเสียหายของประเทศ นึกถึงตนเองเป็นสำคัญ

ในแต่ละวัน ข่าวบันเทิง ข่าวการเมือง ล้วนมีเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรม โกหก ลวงโลก ผ่านเข้ามา ข่าวเหล่านี้ สะท้อนถึงการขาดสำนึกเรื่องความสัตย์ แยกความดีความชั่วไม่ได้ และขาดความรับผิดชอบ

การโกหกหลายๆ กรณีที่เป็นข่าว เป็นการโกหกที่ไม่กลัวว่าจะถูกจับได้ ทั้งที่รู้ว่าความจริงย่อมปรากฎในที่สุด เช่นการโกหกว่าตั้งท้อง โกหกว่าทำลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งตกหาย คนขายลอตเตอรี่โกหกว่าลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งมาที่แผงของตนแทบทุกงวด โกหกว่าเป็นนิสิตจุฬาฯ แจ้งประวัติการทำงานและการศึกษาที่ไม่ตรงกับความจริง อ้างว่ามีตำแหน่งสำคัญ หรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จระดับชาติ การให้ข้อมูลที่แต่งขึ้นมานี้ มีเจตนาที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน เช่นการตั้งท้อง อาจจะทำให้ผู้ชายกลับมา หรือทำลายชื่อเสียงของผู้ชายเป็นการแก้แค้น แผงขายหวยที่อ้างว่าเป็นศูนย์รวมรางวัลใหญ่จะเรียกลูกค้ามาได้นับพันต่อวัน

การโกหกที่พบได้ในคนทั่วไป ยังรวมถึงการสร้างเครดิตให้แก่ตนเอง เช่นอ้างการศึกษาสูงเพื่อให้คนนับถือ หรือผู้คนเห็นว่าเป็นคนระดับ “มันสมอง” ที่ทำงานโครงการใหญ่ และยังเป็นสัญชาติญาณป้องกันตัวให้พ้นผิด เช่น “มันพังอยู่แล้วตอนที่ฉันเปิดใช้” บางครั้งการโกหกใช้ในการเลี่ยงสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ เช่นอ้างว่าไม่สบาย เพื่อจะได้ไม่ต้องไปร่วมงานแต่งงานของอดีตคนรัก

Compulsive Liar

การโกหกเป็นนิสัย เป็นการพัฒนาที่เกิดขึ้นได้ในช่วงต่างๆ ของชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กเรื่อยไป จากการผ่านประสพการณ์ที่ทำให้เข้าใจว่า การโกหกเป็นวิธีการที่ได้ผล ยิ่งความสำเร็จจากการโกหกเกิดขึ้นบ่อย ยิ่งทำให้เห็นว่า “ความสัตย์” หรือการพูดความจริงไม่สำคัญ การโกหกเป็นนิสัยอาจเกิดจากสภาพทางจิต เช่น ความรู้สึกต่อต้านสังคม (antisocial disorder) ปมด้อยในสถานภาพทางสังคม หรือข้อด้อยในบุคลิกภาพ ดังนั้นการโกหกจึงมักจะเกี่ยวกับการสร้างเรื่องให้ตนเองนั้น สวยงาม มีความเก่ง มีความรู้เฉพาะทาง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ผู้ที่โกหกเป็นนิสัย ก็ไม่สามารถยับยั้งตนเองได้ในการสร้างเรื่องที่ไม่จริงขึ้นมา แต่ผู้ที่มีอาการโกหกเป็นนิสัย ไม่อาจกลบเกลื่อนอาการโกหกของตนได้เสมอไป อาจมีอาการบ่งบอกว่ากำลังโกหก เช่น หลบสายตาขณะพูดไม่จริง เหงื่อออก หรือมีเสียงพร่า หรือกริยาท่าทางอื่นๆ เช่น เล่นกับปากกา หรือเกาหู

ผู้ที่โกหกเป็นนิสัย เลือกที่จะโกหกเพราะอาจจะเป็นความคุ้นเคย การพูดความจริงทำให้รู้สึกอึดอัด บางครั้งพูดไม่มีความจริงโดยไม่ได้คาดหวังผลประโยชน์อันใด เช่นแต่งเรื่องพบอุบัติเหตุระหว่างทาง หรือได้พบกับดาราชื่อดังในงานเลี้ยง เรื่องไม่จริงที่แต่งขึ้น ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า แต่คิดขึ้นมาในการสนทนา โดยจับประเด็นว่าผู้ฟังอยากฟังเรื่องอะไร ขณะที่เล่าเรื่องโกหกนั้น รู้ตัวดีว่ากำลังพูดไม่จริง และถ้าหากมีใครสงสัย หรือแย้งว่าไม่จริง ก็มักจะยอมรับในที่สุด แต่ยังคงโกหกเป็นนิสัย เรื่อยไป

Pathological Liar

อาการโกหก จนถือว่าเป็นอาการป่วยรูปแบบหนึ่งนั้น นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดัง อธิบายความหมายของ pathological lying ว่า “เป็นรูปแบบหนึ่งของปัญหาทางด้านสุขภาพจิต เช่น จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกที่โกหกแบบมีพยาธิสภาพ (pathological)​ คือ มีปัญหาด้านสุขภาพจิตบางอย่าง ที่นำไปสู่การโกหกเป็นตุเป็นตะ หลอกให้คนเชื่อด้วยการใส่สีตีไข่ให้ดูเวอร์วังอลังการ คนที่ฟังจะรู้สึกตื่นเต้นและสนใจในตัวผู้พูดอย่างมาก และตกเป็นเหยื่อได้ในที่สุด ทั้งนี้สำหรับการโกหกโดยของคนทั่วไป อาจเพื่อปกป้องเรื่องราวอะไรบางอย่างที่ไม่อยากเปิดเผย แต่สำหรับอาการ pathological lying จะเป็นการพูดจาโกหกแบบมีความสะใจ เมามันเข้าว่า รู้สึกอินกับการได้พูดโกหกมาก เวลาพูดไปเหมือนกับคิดว่าเหตุการณ์ที่กำลังพูดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เรียกง่ายๆ ว่าหลอกคนอื่นแล้วกลายเป็นหลอกตัวเองไปด้วยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมีอยู่จริง และมักจะพูดให้ตัวเองดูดีและถูกอยู่เสมอ เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง และมักจะใส่ร้ายผู้อื่นในคราเดียวกัน”

อาการโกหกในระดับ Pathological Liar (PL) ได้คำศัพท์เปรียบเทียบในภาษาไทยว่า “มโน” หรือ พูดโกหกจนจิตหลอน มีแรงผลักดันจากการทำให้ตนเองรู้สึกมีความสำคัญ เป็นที่ยอมรับในสังคม และในขณะเดียวกันก็เป็นการปกปิดปมด้อยบางอย่าง อาการโกหกแบบป่วยนี้ แม้จะมีความใกล้เคียงกับการโกหกเป็นนิสัย แต่ยังระบุความแตกต่างได้เช่น พวก PL จะโกหกโดยมีแรงจูงใจชัดเจน เรื่องโกหกที่สร้างขึ้น จะเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา และสามารถที่จะใช้ต่อยอดไปได้เป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อเรื่องโกหกดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จึงเริ่มเกิดความเชื่อในเรื่องโกหกของตน ลืมความจริง ลืมเหตุการณ์จริง และในกรณีที่ถูกจับได้ว่าโกหก จะไม่ยอมรับแต่จะโต้ตอบทันที

PL จะมีทักษะการโกหกที่แนบเนียน ไม่แสดงความประหม่า หวาดกลัว หรือตื่นเต้นในขณะโกหก อีกทั้งยังถ่ายทอดเรื่องโกหกได้อย่างน่าเชื่อถือ เรื่องที่นำมาใช้ จะมีลักษณะดราม่า มีพล็อตซับซ้อน และใส่รายละเอียดมากมาย แต่งเติมด้วยสีสันและอารมณ์ จนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยังฟังดูน่าเชื่อถือ เรื่องที่เล่าจะนำไปสู่ความเก่งกาจของตนเอง นำเสนอความเป็นฮีโร่ของตน หรือในทางตรงกันข้าม ถ่ายทอดให้ตนเองกลายเป็นผู้ถูกรังควาญ โดนรังแก หากต้องตอบคำถาม PL จะตอบด้วยการอธิบายยืดยาว แต่ไม่มีคำตอบ

Sociopathic Liar

Sociopath เป็นอาการต่อต้านสังคม และกลุ่ม sociopathic liar (SL) เป็นกลุ่มที่ไม่มีความเห็นใจใคร ไม่สะทกสะท้านว่าเรื่องโกหกที่ตนสร้างขึ้นนั้น จะมีผลกระทบ หรือสร้างความเสียหายให้กับใคร และไม่มีความสำนึกผิด บุคคลที่เป็น SL จะมีลักษณะหลงตัวเอง มีทักษะในการเกลี้ยกล่อมอย่างมีชั้นเชิง สามารถหาเหตุผลมาอธิบายความผิดพลาดของตนเอง แม้ว่าจะเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นและขาดหลักฐาน สามารถพูดหรือกระทำในสิ่งที่ไม่อยู่ในมาตรฐานของสังคมได้โดยไม่หวั่นเกรง SL จะสร้างวาทกรรมด้วยชุดคำพูดที่ยืดยาว ซึ่งเป็นกลวิธี ในการช่วยกลบเกลื่อนความจริง และนำเสนอตัวเองให้เป็นฮีโร่ กล้าพูด กล้าทำ

ไม่ว่าจะมีอาการโกหก ในระดับใด ในทางแพทย์ถือว่าเป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality Disorder) หากแต่สังคมส่วนใหญ่ มองเห็นแต่ “บุคลิก” โดยอาจมองข้ามลักษณะ “ผิดปกติ” ที่ควรได้รับการบำบัด

หากเราตระหนักถึงความผิดปกติทางด้านสุขภาพจิต หรือทางบุคลิก ในกลุ่มคนเหล่านี้แล้ว อาจจะช่วยให้เราประเมินน้ำหนักของวาทกรรม และการกระทำต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น และไม่หลงเชื่อในวาทกรรม หรือข้อมูลใดๆ โดยไม่ตรวจสอบ หรือตกเป็นเครื่องมือของ ผู้ป่วย โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น คนรัก ผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา หรือนักการเมือง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here