ถ้าการกักตุนหน้ากากอนามัยจำนวนมากถึง 200 ล้านชิ้น แก้ตัวได้ว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ความผิดพลาดของการบริหารงานโดยรัฐบาล จะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้หรือไม่?

ความบกพร่องในการสื่อสารกับประชาชนให้ชัดเจน ว่าเกิดอะไรขึ้นคือปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นตลอดมา บรรดารัฐมนตรีนิยมออกมาโยนหินถามทาง ความไม่ชัดเจนล่อให้ประชาชนร่วมขว้างลูกหินใส่ทั้งอย่างสนุกสนาน มีทั้งความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ด้วยข้อมูลเชิงวิชาการ และการวิพากษ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล

นโยบายในการช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่ระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจาก Covid 19 มีหลายแนวทาง ตามที่รัฐบาลได้ชี้แจงผ่านสื่อเช่น  การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan โดยให้ธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ธนาคารพาณิชย์ หรือมาตรการพักชำระเงินต้น ปรับลดดอกบี้ย และขยายเวลาชำระหนี้ของสถาบัรการเงินเฉพาะกิจ และการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหา เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการให้สามารถทำธุรกิจได้ต่อเนื่องในช่วงที่ประสบปัญหา โดยธปท.มีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ในแต่ละราย เช่นการยืดเวลาชำระหนี้ ซึ่งสามารถยืดออกไปสูงสุด 12 เดือน การลดดอกเบี้ย การเปลี่ยนประเภทวงเงินให้เป็นสินเชื่อระยะยาวขึ้น การลดค่าธรรมเนียมต่างๆ บรรเทาค่าน้ำค่าไฟฟ้า ลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของนายจ้างและลูกจ้าง และอื่นๆ

มาตรการเหล่านี้ ไม่มีเสียงต่อต้านจากภาคประชาชน หรือแม้แต่จากพรรคฝ่ายค้าน เพราะกลไกของนโยบายเหล่านี้มีความชัดเจน ในการช่วยเหลือเฟืองขนาดต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ

แต่สิ่งที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด คือแนวทางที่จะแจกเงินให้กับประชาชนในกลุ่ม ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพราะไม่มีความชัดเจนว่า เงินที่แจกกลุ่มคนที่จะได้รับเงินช่วยเหลือนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ และช่วยอย่างไร เพราะการให้เงินจำนวนนี้ ต่างจากการแจกเงินในโครงการชิม-ช้อป-ใช้ ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเงินมากกว่าเงินที่ได้รับจากรัฐบาล

หลังจากที่มีกระแสต่อต้านอย่างหนัก และรัฐบาลยังไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจในกลไกได้ ในวันที่  6 มีนาคม 2563 ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ว่า “เมื่อวานดูข่าวว่ามีการแจกเงินแสนล้านบาท ผมก็ไม่รู้ว่าเอาข่าวมาจากไหน เมื่อข่าวยังไม่ยืนยันแล้วไปเขียนได้อย่างไร”

แต่หลังจากนั้น ได้กล่าวต่อไปว่า “ขอเรียนทุกท่านอย่างนี้ว่าไม่มีการถามเบี่ยงประเด็น งานนี้ไม่มีการแจกเงิน ถ้าท่านฟังให้ครบท่านจะรู้ว่าการให้เงินช่วยเหลือเป็นแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้นเอง” (Thaipublica, 6 มีนาคม 2020)

“การให้เงินช่วยเหลือเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้นเอง” ถ้าคำพูดเช่นนี้ แปลว่า ไม่มีการแจกเงิน ? ทีมงานของรัฐบาล มีปัญหาในการสื่อสารอย่างแน่นอน ไมใช่เฉพาะฝ่ายโฆษกรัฐบาล ที่ถูกโจมตีว่าเคลื่อนไหวช้า และไร้แก่นสาร

ทั้งนี้ ในวันที่ 4 มีนาคม 2563 ดร. อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ดร.อุตตม โดยเนื้อหาระบุว่า: –

ทำไมต้องแจกเงิน (ตรงถึงมือประชาชน)….  “การกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้บทบาทกระทรวงการคลัง มีอยู่ 2 แนวทาง คือ 1.มาตรการทางภาษี เช่นการยกเว้นหรือการลดภาษี เพื่อให้เกิดเม็ดเงินส่วนต่างจากภาษีที่ลดไป หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ กับ 2.การนำเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบ ก็คือส่งให้กับประชาชนไปใช้จ่ายโดยตรง.. “

และยังได้อธิบายว่า “การส่งเงินให้ถึงประชาชนเพื่อเอาไปใช้จ่าย คือ มาตรการที่ได้ผลเร็วที่สุด และเมื่อสถานการณ์ทุเลาลงแล้ว ก็ต้องมีมาตรการอื่นๆเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจต่อไป สำหรับการส่งเงินถึงมือประชาชนโดยตรงนั้น เป็นเพียง 1 ในชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในทุกกลุ่มเป้าหมาย และเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของทุกฝ่ายอีกครั้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ก่อนที่จะเสนอที่ประชุม คณะรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป สำหรับเป้าหมายของมาตรการนี้เพื่อให้ประชาชนนำไปซื้อสินค้า ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เมื่อมีการซื้อขายสินค้าบริการต่างๆเกิดขึ้น เม็ดเงินก็จะหมุนไปในหลายๆภาคส่วน และหลายๆรอบ คือเมื่อเกิดการซื้อ ก็มีการผลิต เมื่อมีการผลิตก็จะมีการจ้างงาน มีการซื้อวัตถุดิบ”

อันเป็นการยืนยันที่มาของเนื้อข่าวว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่จะแจกเงินให้กับประชาชน

ปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คือการที่ประชาชนไม่ออกจากบ้านเรือนมาจับจ่ายใช้สอย ถึงจะได้รับแจกเงิน จะออกมาจากบ้านหรือไม่? จะมีมาตรการอย่างไร ที่จะบรรเท่าความหวาดกลัวและกระตุ้นให้ผู้คนดำเนินชีวิตไปตามปกติ หรือใกล้เคียงปกติ ช่วยให้สภาพเศรษฐกิจไม่ซบเซาแบบดับวูบ

หลังจากที่นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงว่า มาตรการแจกเงินให้ถึงประชาชนจะยังไม่นำเสนอเข้าสู่ ครม. ความสงบทางอารมณ์ก็กลับมาสู่ประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล เพราะมาตรการนี้สามารถตีความได้ว่าแฝงเจตนาประชานิยม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกี่ยวกับ Covid 19 ที่เป็นประเด็นสำคัญ คือการขาดแคลนหน้ากากอนามัย รวมไปถึงเจลล้างมือ และแอลกอฮอล แม้ว่าผู้บริโภคบางส่วนจะสามารถหาซื้อมาได้ แต่ราคาของสินค้าเหล่านี้แพงกว่าราคาปกติหลายเท่าตัว

หลังจากช่วงปีใหม่ เมื่อการระบาดของ Covid 19 รุนแรงขึ้น และมีการกระจายไปทั่วโลก ความตื่นตัวในการใช้หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ ก็เพิ่มขึ้นทวีคูณ แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ยังคงบอกกับประชาชนว่า สินค้ามีปริมาณการผลิตที่มากพอ โดยไม่ได้ฟังเสียงประชาชนว่า สินค้าขาดตลาด หรือราคาสินค้าได้ทะยานขึ้นไปจากเดิมจนเป็นภาระแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย การที่ผู้บริหารของหน่วยงานต่าง ๆ ออกมาให้ตัวเลขปริมาณการผลิต ว่าในแต่ละเดือน ผลิตหน้ากากได้กี่ล้านชิ้น หรือผลิตเจลล้างมือได้เดือนละกี่ตัน ไม่ได้ตอบปัญหาให้กับประชาชน เพราะไม่ว่าจะผลิตได้เท่าไหร่ ประเด็นคือ สินค้าเหล่านี้ไม่ได้มาถึงมือผู้บริโภค ตามร้านขายปลีก

ในการแจกหน้ากากอนามัยฟรีให้แก่ประชาชน การทำงานก็ยังไม่สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะออกไปหาประชาชน กำหนดที่ตั้งหน่วยแจกหน้ากาก ที่ให้ความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่รัฐเช่นที่ทำเนียบรัฐบาล หรือกระทรวงพาณิชย์ที่สนามบินน้ำ ประชาชนทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องเดินทางมาขอรับ ณ จุดเดียว เสียทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเวลาหลายชั่วโมง

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ออกมายืนยันว่าไม่พบการกักตุนหรือขายหน้ากากเกินราคา ประชาชนทั่วไป สามารถพบผู้จำหน่ายหน้ากากและเจลล้างมือที่โก่งราคาหลายเท่าได้อย่างง่ายดาย ทั้งทางโซเชียลมีเดีย หรือเวบไซท์จำหน่ายสินค้าทีเป็น marketplace

การยืนกรานว่าไม่มีการกระทำผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชาชิน ไม่ต่างจากการที่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่เคยพบเห็นลอตเตอรี่จำหน่ายเกินราคาไม่ว่าแผงขายจะตำตาเพียงใด ต้องรอจนกว่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตเป็นข่าว เช่นมีผู้ประกาศจำหน่ายหน้ากากเป็นจำนวนร้อยล้านชิ้น และผู้ขายมีความเชื่อมโยงกับนักการเมือง จึงเริ่มมีการสืบสวนดำเนินการอย่างจริงจัง ประหนึ่งเป็นคอนเสิร์ทให้ประชาชนดู

เรื่องของ “ผีน้อย” หรือคนไทยผู้หลบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่เกาหลี เป็นอีกประเด็น ที่รัฐบาลไม่สามารถให้ความชัดเจนกับประชาชนได้ ผีน้อยจำนวนหลายพันคนที่กำลังเดินทางกลับเมืองไทย สร้างความหวาดผวาให้กับสังคม และซ้ำเติมความหวาดกลัวในการแพร่เชื้อโควิด 19 ให้หนักขึ้นกว่าเดิม รัฐมนตรีและผู้บริหารของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ไม่สามารถหาบทสรุปในการดำเนินการกับคนกลุ่มนี้ได้ จนเกิดการเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย และหนีการตรวจของด่านคัดกรอง ได้ถึง 70-80 คน

ผู้ที่เป็นต้นเหตุของข่าวการกักตุนสินค้าและโก่งราคาแสวงหากำไร แก้ตัวง่ายๆ ว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” คงไม่ต่างจากการที่เฟืองและน็อตขนาดต่างๆ ในรัฐบาลปล่อยให้ปัญหาต่างๆ สะสม จนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” เช่นกัน…. เรือยังไม่ล่ม แต่ไม้พายตกน้ำไปหลายไม้ ฝีพายที่เหลือก็พายกันจนกล้ามระบม.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here