เหตุการณ์เกือบทุกอย่าง นอกจากจะเกิดจากความล้มเหลวในการจัดการแล้ว ยังเกิดจากความสับสนทางข้อมูล และที่ต้องสังเกตกันให้ดี คืออาจจะเป็นการสมคบคิด เพื่อสนองวาระซ่อนเร้น ดังนั้นไม่ควรจะรีบกระโจนร่วมขบวนเกวียนที่ออกมาตีฆ้องร้องเตือน โดยไม่หยุดไตร่ตรอง


การที่มีการ “แจ้งเตือน” ว่าสภาวะ Covid 19 อยู่ระดับที่ 3 โดยหน่วยงานอื่นแม้จะเป็นหน่วยงานของรัฐ เป็นการแจ้งเตือนที่ขัดแย้งกับข้อมูลและเกณฑ์กำหนดของกระทรวงสาธารณะสุข(สธ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางแพทย์ สธ. แจ้งว่าการระบาดของไวรัสในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ 2 เพราะระดับ 3 นั้นหมายถึง มีผู้ป่วยวันละหลายร้อยหลายพันคน มีผู้เสียชีวิตทุกวัน และมีการระบาดครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง

การแจ้งเตือนว่าอยู่ระดับ 3 จะเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้เพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว พยายามหาซื้อหน้ากาก หาซื้อเจลล้างมือ หาซื้ออัลกอฮอล กักตุนข้าวสาร น้ำมันพืช อาหารแห้ง ยาประจำบ้าน ทิสชู แป้งทำอาหาร น้ำตาล นม และอื่นๆ เป็นผลให้เกิดความขาดแคลนสินค้า เกิดการเก็งกำไร และนำไปสู่การโจมตีรัฐบาล และขับไล่นายกรัฐมนตรี


มาตรการในการจัดการ การระบาดในวงกว้างจนถึงระดับ 3 คือ “แยก-หยุด-เลี่ยง-ปิด” ดังที่จะเห็นการสั่งปิดเมือง ปิดมณฑลของจีน ปิดภูมิภาคของอิตาลี หากมีการประกาศระดับ 3 โรงเรียน มหาวิทยาลัย ต้องปิดทั้งหมด และหยุดการเดินทางข้ามพื้นที่ ข้ามจังหวัด ข้ามภูมิภาค หากมีความจำเป็นต้องขออนุญาตและต้องผ่านการตรวจอย่างเข้มงวด และต้องยกเลิกกิจกรรมสาธารณะ ยกเลิกอีเวนท์ต่างๆ ทังหมด


รายงานการแพร่ระบาด จำนวนคนป่วย และผู้เสียชีวิต ในแต่ละประเทศทั่วโลก มีการอัพเดทรายวัน และประมวลเป็นอันดับว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 35 (ขึ้น/ลง) โดยจำนวนผู้ติดเชื้อนั้น มีอัตราส่วน 1 รายต่อประชากรทุกๆ 2 ล้านคนโดยประมาณ เมื่อเทียบกับประเทศที่มีการระบาดรุนแรงเช่น เกาหลี ซึ่งประชากรทุก 1 ล้านคน มีผู้ติดเชื้อ 151 คน, อิตาลี 168 คน, สวิตเซอร์แลนด์ 58 คน, สเปน 36 คน และเยอรมันนี 19 คน อัตราการติดเชื้อต่อประชากรเหล่านี้ ระบุถึงความรุนแรงในการแพร่กระจายในแต่ละประเทศ แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้ออาจจะพบเฉพาะบางภูมิภาคของประเทศเท่านั้น


การใช้วิกฤตเรื่อง Covid 19 ในการขับไล่รัฐบาล เป็นวิธีการหากินกับความหวาดกลัวของประชาชน ราวกับว่าเป็นวิกฤตเอกเทศ ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงแห่งเดียว ในสหรัฐอเมริกา ประเทศมหาอำนาจที่เชื่อกันว่าพร้อมในทุกด้าน ทั้งบุคลากร นักวิทยาศาสตร์ ทีมแพทย์และพยาบาล ณ วันที่ 11 มีนาคม 2563 มีผู้ติดเชื้อแล้ว 1,010 คน มีผู้เสียชีวิต 31 คน และมีอัตราส่วนของผู้ติดเชื้อ 3 คน ต่อประชากรทุก 1 ล้านคน จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นรายวัน อาจจะยังไม่มีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับประชากร 300 ล้านคน จึงยังไม่มีการกล่าวหาประธานาธิบดี ว่าล้มเหลวในการจัดการเรื่องการระบาดของไวรัส


การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทั้งในระดับรัฐบาล และประชาชนทั่วไป การตกเป็นเหยื่อของการสมคบคิด เพื่อหวังผลในแย่งชิงอำนาจทางการเมือง มีอันตรายไม่ต่างจากการติดเชื้อไวรัส


สภาพแวดล้อมของรัฐบาลปัจจุบัน เต็มไปด้วยตั๊กแตนรุมกินใบ และหนอนที่ไชชอนกินไส้ผลไม้อยู่ภายใน ต้องพ่นยาทั้งต้น เมื่อผลไม้มีหนอนประชาชนก็ไม่ควรจะรีบเด็ดกิน หนอนที่จับได้ ก็รีบกวาดลงชักโครก หรือไม่ก็นำมาทอดแต่ไม่ต้องกิน เอาไปทำปุ๋ยชีวภาพ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here