โอม(เพี้ยง)ไล่ไวรัส

โอมเพี้ยง…อีกสำนวนที่ชาวไทยคุ้นเคยกันดี แต่อาจมองข้ามหรือประเมินพลังของคำว่า โอม ต่ำไป

โอม เป็นคำที่ประกอบด้วยสามเสียง อะ อุ มะ (AUM)

ถ้าเชื่อแบบพราหมณ์ฮินดู อะ อุ มะ ก็คือเสียงพยางค์ท้ายนามของเทพเจ้าทั้ง 3 อะ มาจากชื่อพระศิวะหรือพระอิศวร อุ มาจาก ชื่อพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ มะ มาจากชื่อพระพรหม เมื่อรวมเสียง อะ อุ มะ เป็นคำว่า โอม จึงถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ มักใช้เป็นคำขึ้นต้นของการกล่าวมนตร์ ผมก็เริ่มชีวิตด้วยคำๆนี้ทุกเช้า โอม ศรี คาเณชาย นะมาฮา โอม นะมะ ศิวาย ฯลฯ

วิถีพุทธ ได้นำคำว่า โอม มาใช้และบอกที่มาให้เข้ากับความเชื่อในพระพุทธศาสนา หมายถึง พระรัตนตรัย อะ มาจากคำว่า อรหัง (อ่านว่า อะ –ระ -หัง) หมายถึงพระพุทธเจ้า อุ มาจากคำว่า อุตตมธรรม (อ่านว่า อุด-ตะ -มะ-ทำ) หมายถึงพระธรรมอันสูงสุด และ มะ มาจากคำว่า มหาสงฆ์ หมายถึงพระสงฆ์ คุณ ส. พลายน้อย เคยบันทึกไว้ว่า คนไทยรู้จักคำว่า “โอม” มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เพราะมีปรากฏในโองการแช่งน้ำ หรือจะว่าไปอีกทีก็ตั้งแต่รู้จักพราหมณ์

ตีความแบบตะวันตกที่อินกับโยคะ จะบอกว่า อะ คือ ภาวะจิตที่ตื่น อุ ภาวะจิตขณะหลับฝัน มะ คือ ภาวะจิตในภวังค์ และ เชื่อว่า โอม คือ เสียงที่เชื่อมมนุษย์เข้ากับจักรวาลและสรรพสิ่ง

การเปล่งเสียงโอมดัง ๆ และ ลากเสียง ม ม้า ยาว ๆ จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของโมเลกุลในร่างกาย ที่สมองและระบบประสาทสัมผัสได้ เปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่วิ่งไปตามสายไฟ เหมือนเป็นการเปิดสวิตช์ให้กับร่างกาย ซึ่งสายวิทยาศาสตร์เขาเชื่อกันว่า การเปล่งเสียงโอมดัง ๆ จะนานแค่ไหนแล้วแต่สะดวก มันทำให้เกิดพลังบวกในร่างกาย ทำให้คุณมีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่า ลดความสติแตกประสาทแดกได้

เป็นเล่นไป วันที่ 22 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น.โดยประมาณตามเวลาในประเทศอินเดีย (ซึ่งตรงกับ 18.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย) นายกฯโมดี เชิญชวนพลเมืองอินเดียพันสามร้อยกว่าล้านที่เก็บตัวอยู่กับบ้าน เปล่งเสียง ปรบมือ ลั่นระฆัง เป่าแตรสังข์ดัง ๆ พร้อมกัน 5 นาที ให้โควิดตกใจ ไม่เข้าใกล้ ซึ่งบรรดา spiritual guru อธิบายว่า นี่คือ Energy Medicine …vibration หรือ คลื่นเสียง ที่ตามองไม่เห็น มันมีผลต่อการเคลื่อนตัวของแบคทีเรีย ไวรัส และ สิ่งชั่วร้าย นี่คือคำอธิบายของการลั่นระฆังเวลาไปวัด เสียงระฆังทำหน้าที่ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เป็นการชำระล้างเพื่อทำให้จิตวิญญาณบริสุทธิ์ ลองคิดดู ถ้า 1,300 ล้านคนทั่วอินเดียพร้อมใจกันทำ บ้านใครบ้านมัน จะส่งแรงกระเพื่อม ripple effect ให้โควิดสะดุ้งได้ขนาดไหน คงหนีลงดินหัวซุกหัวซุน ยอมให้พระแม่ธรณีสูบ

การใช้คลื่นเสียงจากเสียงสวดพร้อมกัน ตีฆ้อง ปรบมืออย่างพร้อมเพียง เป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือน เพื่อขจัดปัดเป่าและขับไล่สิ่งชั่วร้าย และพบได้ทั้งในศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ระฆังโบสถ์ของศาสนาคริสต์ เสียงพระสวดมนต์ และเสียงผู้คนสวดมนต์พร้อมกัน ทำให้เกิดพลังจากคลื่นเสียง ที่จะขับไล่พลังด้านลบในตัวของเรา ที่ติดมากับเราก่อนเข้าวัด หรือในขณะที่เราอยู่กับคนจำนวนมาก ที่ล้วนมีความคิดและสำนึกต่างกัน มีเจตนาต่างกัน มีจิตวิญญาณและศีลธรรมต่างกัน

ส่วนพี่น้องชาวไทย ถ้าเชื่อในพลังของเสียง แม้จะไม่เข้าใจความหมายของรัตนสูตร 25 มีนาคม นี้ ก็พร้อมใจกันตั้งจิตอธิษฐาน สวดมนตร์ตามคณะสงฆ์ หรือ เปิดเสียงถ่ายทอดทางทีวีดัง ๆ ไล่สิ่งชั่วร้ายให้ออกไปจากเคหสถานกันได้ครับ ราชบัณฑิตยสภากล่าวไว้ว่า “ชาวพุทธมักจะเปล่งเสียง โอม แล้วตามด้วยเสียง เพี้ยง เมื่อต้องการขอพร ขอความช่วยเหลือ หรือตั้งจิตอธิษฐานให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น โอมเพี้ยง ขอให้ผมสอบได้คะแนนดี ๆ ด้วยเถิด หรือ แม่เป่าแผลให้ลูกที่เดินหกล้มหัวเข่าถลอก แล้วพูดว่า โอมเพี้ยงขอให้หายเร็ว ๆ นะลูก” เรามาลอง โอม(เพี้ยง)ไล่โควิดกันมั้ยครับ ทำได้เลยทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องรอ

การสวดโอม

  • หาสถานที่ซึ่งเหมาะกับการสวดภาวนา อาจจะเป็นบนพื้นในห้องนอน หรือบนเตียง แต่ควรมีบรรยากาศของการฝึกสมาธิ เงียบ สบาย แล้วใช้ท่านั่งขัดสมาธิ (หรือท่านั่งที่สามารถนั่งนิ่งได้นานระหว่างสวดโอม
  • ทบทวนว่าเราเข้าใจชัดเจนว่า “โอม” หมายถึงอะไร  โอมคือสัญลักษณ์แห่งจักรวาลทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทุกอย่าง โอม รวมกาลเวลาทุกมิติ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โอม คือสภาวะอันรวมเป็นหนึ่งเดียวนิรันดร์ของจักรวาลกับจิต กาย และวิญญาณ
  • ไม่ต้องกังวลว่า จะสวดภาวนาโอม ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ไร้ที่ติหรือมีพลาด เพราะถึงอย่างไร เสียงของมนุษย์ไม่อาจเลียนเสียง โอม อันเป็นคลื่นของจักรวาลได้ สิ่งสำคัญคือต้องสวดภาวนาด้วยสภาพอารมณ์ที่ผ่อนคลาย หากจริงจังจนกลายเป็นความพยายามมากเกินไป การสวดยิ่งไม่ได้ผล
  • การสวดโอม เน้นที่ความรู้สึกที่สัมผัสได้ ไม่ใช่ด้วยการนึกคิด แต่มีเจตนาที่จะสัมผัสความสงบ ความอิ่มใจ และความสุข ที่อยู่รอบตัวและค่อยๆ โอบประชิดเข้ามาถึงตัว
  • เอ่ยคำว่า โอม อย่างช้าๆ ให้เป็นจังหวะพอดีกับการผ่อนลมหายใจออก ไม่จำเป็นต้องเอ่ย โอม ทุกครั้งที่หายใจออก แต่พยายามให้เสียงโอม พอดีกับความยาวของการผ่อนลมหายใจออกของตัวเราเอง
  • เนื่องจาก โอม มาจาก “อะ-อุ-มะ” เมื่อเริ่มผ่อนลมหายใจออก เริ่มต้นด้วยเสียง “อะ” (หรือ “อา”) แล้วค่อยๆ กลายเป็นเสียง “อุ” (หรือ “อู”) ตบท้ายด้วยเสียง “ม” เป็นตัวสะกด ให้เสียงสามพยางค์หมดพอดีกับลมหายใจออก

โอมมมมมมมมมม

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here