• When it all comes true
  • Just the way you’d planned
  • It’s funny but the bells don’t ring
  • It’s a quiet thing
  • When you hold the world
  • In your trembling hand
  • You’d think you’d hear a choir sing
  • It’s a quiet thing
  • There are no exploding fireworks
  • Where’s the roaring of the crowds
  • Maybe it’s the strange new atmosphere
  • Way up here among the clouds
  • But I don’t hear the drums
  • And I don’t hear the band
  • The sounds I’m told such moments bring
  • Happiness comes in on tip-toe
  • Well what do you know
  • It’s a quiet thing – a very quiet thing
  • เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วจริง
  • ตามที่เราได้วางแผนไว้
  • แต่กลับไม่มีเสียงระฆังกังวาน
  • ความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ
  • เมื่อโลกอยู่ในมือเรา
  • ดั่งที่มุ่งหมายจนใจระทึก
  • เราคิดว่าจะมีเสียงร้องสรรเสริญ
  • แต่กลับนิ่งเงียบ
  • ไม่มีพลุส่องสว่างเต็มฟ้า
  • ไม่มีเสียงโห่ร้องไชโย
  • มันอาจเป็นบรรยากาศใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
  • เมื่อขึ้นมาอยู่สูงปนกับเมฆบนฟ้า
  • ไม่มีเสียงรัวกลอง
  • ไม่มีวงดุริยางค์บรรเลงกึกก้อง
  • ดังที่ใครๆ เคยบอกไว้เมื่อทำได้่สำเร็จ
  • แต่ความสุขนั้นแอบย่องเข้ามา
  • เข้ามาโดยไม่ส่งเสียง… มาอย่างเงียบกริบ

“A Quiet Thing” เป็นเพลงจากมิวสิคัล Flora the Red Menace ผลงานของ John Kander & Fred Ebb ทีมนักประพันธ์มิวสิคัลแนวหน้า (Cabaret, New York New York, Fosse, Funny Lady, Chicago) ขึ้นเวทีครั้งแรกในปี คศ. 1965 นำแสดงโดย Liza Minnelli ผู้คว้ารางวัลโทนี่ นักแสดงหญิงยอดเยี่ยมมาครอง

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2020 นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปราศัยกับประชาชนทางโทรทัศน์ และได้เอ่ยถึงโครงการที่จะขอความร่วมมือจาก “มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดของประเทศ” ที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งจากกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล และฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากใจความที่ได้ยินนั้น ทำให้ดีความได้ว่า มีเจตนาจะขอบริจาค จากคนที่มีเงินหมื่นล้านหรือแสนล้าน

ในส่วนหนึ่งของการพูดคุยกับประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า…

“…วันนี้ผมต้องการเพิ่มความร่วมมือกับท่านทั้งหลาย ให้มากยิ่งขึ้น โดยเริ่มที่ภาคเอกชนก่อน สิ่งที่ผมจะทำในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ประการแรก คือ ผมจะออกจดหมายเปิดผนึกถึงมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย 20 ท่าน ขอให้ท่านเหล่านั้นได้บอกผมว่า ในฐานะที่ท่านเป็นผู้อาวุโสของสังคม ท่านจะร่วมมือกันกับเราอย่างไร และท่านจะลงมือช่วยเหลือประเทศไทยของเราให้มากขึ้น ได้อย่างไรบ้าง มหาเศรษฐีของประเทศไทยทั้งหลาย ล้วนมีอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ผมขอให้ท่านได้มีบทบาทสำคัญ ในการร่วมกันช่วยเหลือประเทศ และร่วมเป็นทีมประเทศไทยด้วยกันกับเรา….”

การตั้งคำถามต่อ “มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย” ว่า “อยากให้ท่านบอกผมว่า ท่านจะลงมือช่วยเหลือประเทศไทยของเราให้มากขึ้นได้อย่างไรบ้าง” ย่อมนำมาซึ่งการตีความได้หลายอย่าง ถ้าใครก็ตามเอ่ยปากให้มหาเศรษฐีช่วย สิ่งแรกที่ผู้คนจะนึกถึงคือช่วยเรื่องเงิน

เนื้อหาที่ตามมา อันเป็นใจความสำคัญที่สะท้อนเจตนาของนายกรัฐมนตรี ถูกมองข้ามไป หรือยังนำมาซึ่งความเข้าใจผิด เพราะวาทกรรมยังคงเน้นถึง “กลุ่มบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก”

“มหาเศรษฐีของประเทศไทยทั้งหลาย ล้วนมีอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ผมขอให้ท่านได้มีบทบาทสำคัญ ในการร่วมกันช่วยเหลือประเทศ และร่วมเป็นทีมประเทศไทยด้วยกันกับเรา”

กระแสเรื่อง “นายกฯ ขอเงินมหาเศรษฐี” จึงก่อตัวว่องไว จากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เพราะเป็นประเด็นที่กระหน่ำซ้ำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า เรื่องงบประมาณที่จะใช้ในการจ่ายค่าเยียวยา จำนวน 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน อันทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า รัฐบาลไม่มีเงินพอที่จะจ่ายให้ตามที่สัญญาไว้กับประชาชน

ฝ่ายที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่ไม่เห็นด้วย มีความรู้สึกขัดอารมณ์ได้พักใหญ่ แต่เมื่อได้มีการชี้แจงถึง “เจตนาที่จะเชิญมหาเศรษฐีเข้ามาร่วมทีม” ก็เกิดความกระจ่าง

อย่าลืมว่า การถอดคำพูดของนายกฯ มาเป็นตัวอักษร ทำให้อ่านทบทวนได้ และสามารถเข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงในการถามถึง ”มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก”  ซึ่งเป็นคำเรียกที่ทำให้เกิดปัญหา

เจตนาที่แท้จริงในการสอบถาม “มหาเศรษฐี” มาจากแนวคิดว่าท่านเหล่านั้น ล้วนเป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่ามหาศาล มีความสามารถในการพัฒนาองค์กรจนก้าวไกล ใหญ่โต มีการว่าจ้างงานรวมกันเป็นล้านคน มีผลิตภัณฑ์อันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้คน มีสายการผลิตที่ทันสมัย มีการบริหารองค์กรด้วยเทคโนโลยีล่าสุด และทำให้เจ้าของบริษัทเหล่านี้ “มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ” สามารถสร้างผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ได้

สิ่งที่นายกรัฐมนตรี มีความต้องการจะได้รับคำปรึกษาได้แก่ 1) วิธีการช่วยเหลือเรื่องการจ้างงาน และการลดจำนวนคนตกงาน 2) การลดราคาสินค้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และ 3) แผนการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจเมื่อโควิด-19 ผ่านพ้น

รายละเอียดของ “จดหมายเปิดผนึก” ที่นายกฯ จะส่งให้กับ “ผู้มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ” ยังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่ข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ได้แจ้งว่าดำริของนายกฯ เรื่องการทาบทามมหาเศรษฐีซึ่งมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจนี้ ได้มีการปูทางกันไว้บ้างแล้ว ก่อนที่จะมีการแถลงต่อประชาชน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ในสหรัฐอเมริกา ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย Gavin Newsom ได้แต่งตั้ง “มหาเศรษฐีและนักธุรกิจชื่อดัง” เข้าร่วมทีมในการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจเมื่อ โควิด-19 สิ้นสุด ทีมเฉพาะกิจนี้ ประกอบด้วยบุคคลจากบริษัทและหน่วยงานต่างๆ จำนวน 80 คน ซึ่งได้แก่ผู้บริหารระดับสูงของ Apple Inc. และ Walt Disney Co., Netflix, AT&T, AEG, UPS และบริษัทเอกชนมีชื่อ เจ้าหน้าที่ระดับสูงภาครัฐ รวมถึง Arnold Schwarzenegger ในฐานะสมาชิกกิตติมศักดิ์ของทีมฟื้นฟูที่ตั้งขึ้นมานี้

ในการอ้างถึงบุคคลเหล่านี้ สื่อแทบไม่พูดถึงความร่ำรวยของแต่ละคน สื่อเช่น Bloomberg กล่าวถึงผู้ร่วมทีมเหล่านี้ว่า A-List Panel หรือทีมเกรด A เพื่อเน้นถึงความสามารถด้านการบริหารอันเป็นที่ประจักษ์และทราบกันดีระดับโลก มากกว่าความร่ำรวย

แม้ว่า การจัดอันดับความมั่งคั่งของมหาเศรษฐี จะทำให้คนทั่วไปได้ทราบถึงจำนวนทรัพย์สินเงินทองของพวกเขา แต่เรื่องเงินในวัฒนธรรมตะวันตก ถือว่าเป็นเรื่องทีมีความเป็นส่วนตัวสูง และผู้อื่นจะไม่ก้าวก่าย ดังนั้นจะไม่มีการถามถึงเงินเดือน หรือรายได้ของผู้อื่น นอกจากจะสนิทสนมระดับคนในครอบครัวเท่านั้น เมื่อ Global Citizen จัดคอนเสิร์ท One World Together At Home เพื่อระดมทุนให้กับวิกฤตโควิด ก็ไม่ได้มีการขอรับบริจาคกับบุคคลทั่วไป ที่ร่วมชมคอนเสิร์ท แต่ได้รับบริจาคโดยตรงจากบริษัทเช่น Citi, Coca-Cola, IBM, Johnson & Johnson, PepsiCo, Cisco, Target, Proctor & Gamble, Vodafone และอื่นๆ อีกทั้งผู้ใจบุญ โดยแจ้งยอดรวมของการบริจาค และไม่ลงรายละเอียดว่าใครบริจาคเท่าใด

สำหรับวิธีการ ในการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาล และ “ผู้มีอิทธิพลด้านเศรษฐกิจ” นั้น คาดว่า จะเป็นการนัดพูดคุยผ่านสมาคมภาคธุรกิจในกลุ่มต่างๆ ตามลักษณะของธุรกิจและอุตสาหกรรม หรือเป็นการเชิญมาพบ ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยการพบและแลกเปลี่ยนข้อมูลในลักษณะกลุ่มย่อย จะช่วยให้สามารถซึมซับ และตกผลึก กับข้อมูลได้ดีกว่าการพบกันเป็นกลุ่มใหญ่

นอกเหนือจากการแสวงหาความร่วมมือจากผู้มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจดังกล่าวแล้ว ในคำแถลงของนายกรัฐมนตรี ได้ระบุชัดเจนว่า ต้องการฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน

“ผมต้องการเข้าถึงความรู้ขีดความสามารถ และความเชี่ยวชาญอันหลากหลายของภาคเอกชน นอกจากนี้ ผมต้องการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะความต้องการ และความท้าทายที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ผมต้องการรับฟังว่า พวกท่านต้องการที่จะร่วมมีบทบาทในการแก้ปัญหาครั้งนี้อย่างไร รวมทั้งสิ่งที่ท่านได้ทำไปแล้ว และสิ่งที่ท่านจะช่วยกันทำต่อไป”

อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้เน้นให้เห็นว่า รัฐบาลต้องการให้การสนับสนุนภาคเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการดำเนินงาน

“ผมต้องการได้ยินความคิดเห็นของพวกท่าน ว่า มีจุดไหนบ้าง ที่รัฐบาลควรจะทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมแน่นอนว่า เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาล ที่ต้องช่วยเหลือคนไทยทั้งประเทศ แต่เราสามารถขยายแรงกำลังในการช่วยเหลือให้ใหญ่ขึ้นได้ ด้วยการร่วมมือกับภาคเอกชน ที่มีทรัพยากรมาก มีวิธีการทำงาน และวิธีการเข้าถึงผู้เดือดร้อนได้อย่างรวดเร็ว และคล่องตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรัฐบาลจะเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวก ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

เจตนาและความมุ่งมั่น ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเตรียมพร้อมเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจนั้น กระจ่างชัด แต่บางครั้ง การนำเสนอรายละเอียดที่สามารถดำเนินการได้อย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องตีฆ้องร้องป่าวอาจเหมาะกว่า เพราะในสถานการณ์การเมือง ที่ฝ่ายตรงข้ามพร้อมที่จะโจมตี โดยไม่สนใจเหตุและผล การเปิดเผยรายละเอียดเพียงเพื่อรายงานวิสัยทัศน์ให้รับรู้ ย่อมทำให้เกิดพื้นที่ในการวิพากษ์วิจารณ์ ที่ไม่ใช่การติเพื่อก่อเสมอไป

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย Gaven Newsom ได้ทำการทาบทามอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย นักการเมือง และผู้บริหารบริษัทต่างๆ เพื่อเป็นทีมฟื้นฟูเศรษฐกิจ จนเรียบร้อยไปอย่างเงียบ ๆ แล้วจึงประกาศรายชื่อที่เลือกเชิญมาแล้วทั้ง 80 คน ให้ทราบกันในวันที่ 17 เมษายน 2020 โดยไม่มีการประกาศแนวคิดนี้ให้รู้มาก่อน

การจุดพลุ ในงานเทศกาลต่างๆ ไม่ใช่พลุจะสวยถูกใจทุกคน จัดงานให้ดี แล้วประเมินผลงานไปอย่างเงียบๆ นั่งยิ้มโดยไม่ต้องส่งเสียงอยู่บนเมฆนุ่มๆ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here