Illeism : อิล·ลิ·อิส·เซิ่ม คือการเรียกตัวเองด้วยสรรพนามบุรุษที่ 3 เช่นใช้ชื่อของตนเอง (ชื่อเล่นหรือชื่อจริง) แทนการใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 (“ผม ดิฉัน ข้าพเจ้า เรา”)

• เด็กไทยและเด็กญี่ปุ่น แทนตัวเองด้วยชื่อ แต่เมื่อโตขึ้นจะเริ่มเปลี่ยนเป็นใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 แต่บางกรณี นักแสดงหรือศิลปินจะยังคงแทนตัวเองด้วยชื่อ เพื่อแสดงความรู้สึกเยาว์วัย น่ารักเหมือนเด็ก ส่วนผู้ใหญ่แทนตนเองว่า พ่อ แม่ พี่ ยาย ตา ป้าเป็นการสะท้อนหน้าที่และแสดงความเป็นกันเอง ต้องมีชื่อติดด้วย เช่น “ป้าแจ๋มซื้อขนมมาฝาก” หรือ “พี่แววคิดถึงน้องสาลี่จัง”

• ศาสนาที่มาจากซีกโลกตะวันออก การใช้ชื่อตนเองเอง แทนสรรพนามบุรุษที่ 1 (ฉัน ข้า เรา) เป็นการแยก “การมีตัวตน” ออกมาจากร่างกาย เพื่อลด “อัตตา” การเป็นบุคคลที่สาม สะท้อนว่าตนไม่มีอคติ ที่จะยึดตนเป็นศูนย์กลางความคิดและการกระทำ

• ในภาพยนตร์อินเดีย การเรียกตนเองด้วยชื่อ เป็นการตอกย้ำความเป็นชนชั้นสูง ความมีอำนาจ และความสูงศักดิ์ เช่นมหาราชากล่าวว่า “มหาราชาได้ตัดสินใจแล้ว” ในขณะเดียวกัน การเรียกตนเองด้วยชื่อของตน เป็นการแสดงความถ่อมตัวต่อจักรวาล เพราะคำว่า “ฉัน ข้าพเจ้า” สะท้อนถึงความยึดมั่นในตัวตน

• ในแนวคิดตะวันตก การเรียกชื่อตนเอง เป็นการแสดงความถ่อมตัว สะท้อนสถานภาพทางสังคมที่ด้อยกว่า เช่น “นายท่านจงลงโทษทาสผู้ต่ำต้อยด้วย” หรือทหารเกณฑ์จะเรียกตนเองด้วยชื่อ เช่น “พลทหารจอห์นสันรายงานตัว” โดยจุดประสงค์เพื่อให้เห็นว่า ตนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใหญ่ และอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชา

• ในด้านวรรณกรรม ตัวละครในภาควรรณกรรมบรรยาย อาจเรียกชื่อตัวเองเป็นบุคคลที่สาม ด้วยชื่อ แทน “ฉัน” เพื่อปกปิดอัตลักษณ์ที่แท้จริงของตัวละครไว้ จนกว่าจะถึงจุดสำคัญ และทำให้ตัวละครมีลักษณะเป็นกลางในเนื้อเรื่อง ส่วนในนิยายวิทยาศาสตร์ บ่อยครั้งจะพบว่า หุ่นยนต์ คอมพิวเตอร์ สมองควบคุมยานอวกาศ และ AI จะเรียกตัวเองด้วยชื่อ เช่น “จี 482 ไม่สามารถเปิดระบบอำพรางตัวได้”

Illeism ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนไทย เพราะในวัยเด็ก การเรียกตนเองด้วยชื่อเล่น เป็นเรื่องปกติ เป็นสไตล์การพูดที่ถือว่าเป็นธรรมชาติ เด็กๆ จะเรียกตัวเองเหมือนเป็นบุรุษที่สาม เมื่อพูดกับพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง เช่น “พลอยจะไปเที่ยวกับเพื่อนนะคะแม่” หรือ “โจอยากกินปิซซ่าครับ” แต่ในสภาพแวดล้อมอื่น เด็กอาจจะแทนตัวด้วยสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง เช่น “ฉัน” “เรา” หรือ “กู” และเมื่อพูดกับผู้ใหญ่ จะเปลี่ยนการเรียกตนเองด้วยชื่อ เป็น “หนู” หรือ “ผม”

เมื่อโตขึ้น และได้เข้าใจเรื่องภาษาและกาลเทศะ เด็กจะเปลี่ยนจาก illeism เป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ในวัฒนธรรมตะวันตก หรือภาษาอังกฤษ สรรพนามบุรุษที่หนึ่งมีเพียง “I” ซึ่งไม่ได้สร้างความอึดอัดใจ ให้แก่ผู้พูด ว่าจะแทนตัวอย่างไร แต่ในภาษาไทย ในขณะที่ผู้ชายแทนตัวด้วย “ผม” มาตั้งแต่เด็กเมื่อพูดกับผู้ใหญ่ ผู้หญิงคุ้นเคยกับการแทนตัวว่า “หนู” และรู้สึกว่า คำแทนตัว “ดิฉัน” ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ และไม่แน่ใจว่าการแทนตัวว่า “ดิฉัน” จะเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ ดังนั้นผู้หญิงจำนวนมาก จึงชินกับการแทนตัวด้วยชื่อเล่น ไม่ใช่เฉพาะในหมู่เพื่อนฝูงและครอบครัว แต่ยังเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่นในบรรยากาศการทำงาน การประชุมในออฟฟิศ และกับผู้บังคับบัญชา

การเลือกใช้สรรพนามที่เหมาะสมนั้น ถือว่าเป็น “ศาสตร์และศิลป์” ของการสื่อสาร และการกล่าววาทกรรม การใช้สรรพนามที่เหมาะสม ย่อมสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ แวดวงนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย เมื่อต้องนำเสนองานวิจัย ย่อมเลือกที่จะใช้สรรพนามว่า “ผม” หรือ “ดิฉัน” แทนการใช้คำแทนตัวว่า “อาจารย์” หรือ “ครู” อย่างที่ใช้ในชั้นเรียน ผู้จัดการแผนกบุคคล ซึ่งแทนตัวเองด้วย “พี่” ในออฟฟิศ เมื่อต้องแถลงนโยบายต่อพนักงานในโรงงาน เลือกแทนตัวว่า “ดิฉัน” เพื่อให้เกิดความน่านับถือ และทำให้คำพูดมีความหนักแน่น จริงจัง

นายทหาร พูดกับผู้ใต้บังคับบัญชาโดยแทนตัวว่า “ผม” แต่ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เช่นงานเลี้ยง อาจจะแทนตัวว่า “พี่” เพื่อลดช่องว่างในการสื่อสาร การนับเป็นพี่เป็นน้อง ทำให้ลักษณะของอำนาจบังคับบัญชาลดระดับลง และเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ดีต่อการสังสรรค์

คำว่า “ดิฉัน” เมื่อเป็นภาษาเขียน ไม่ได้มีอุปสรรคในการสื่อสารใดๆ แต่เมื่อเป็นภาษาพูด ได้สร้างประเด็นให้กับสตรีจำนวนมาก และมีการขอคำปรึกษาว่าจะพูดคำว่า “ดิฉัน” ด้วยน้ำเสียงอย่างไร เช่น ดิชั้น เดี๊ยน ดิฉัน อ่ะฮั้น และอื่นๆ แต่ประสพการณ์ชีวิตจะเป็นตัวกำหนดว่า คำไหนจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับตนเอง ผู้ที่ให้สัมภาษณ์สื่อบ่อย ปราศรัยต่อหน้าผู้คนเป็นประจำ บรรยายโครงการสำคัญอยู่เป็นนิจ ย่อมไม่ขวยเขิน ที่จะแทนตัวว่า “ดิฉัน”

อย่างไรก็ตาม การแทนตัวด้วยชื่อของตนเอง แทนการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ในกลุ่มผู้ชาย เช่น  “ผม” “กระผม” หรือ “ข้าพเจ้า” ก็มีให้เห็นในข่าวการเมืองจากอเมริกา และเป็นประเด็นให้เกิดการวิเคราะห์เจตนา และบุคลิกภาพ รวมทั้งการล้อเลียนออกสื่อกันนับไม่ถ้วน

Donald Trump มีชื่อเสียงในเรื่อง การใช้ illeism เป็นอย่างมาก เช่นเมื่อเขาพูดว่า –

“Nobody knows politicians better than Donald Trump” ไม่มีใครรู้จักนักการเมืองดีเท่าดอนัลด์ ทรัมพ์

“Nobody respects women more than Donald Trump” ไม่มีใครเคารพสตรีมากไปกว่าดอนัลด์ ทรัมพ์

“Nobody would be tougher on ISIS than Donald Trump” ไม่มีใครจะเล่น ISIS ได้แรงไปกว่าดอนัลด์ ทรัมพ์

นักการเมืองร่วมสมัยกับทรัมพ์ Bernie Sanders ก็ใช้ illeism ในวาทกรรมของเขาเช่นกัน

“Bernie Sanders would have learned the lessons of Iraq and Afghanistan. Bernie Sanders voted against the first Gulf War” (เบอร์นี่ แซนเดอรส์ ย่อมต้องจดจำบทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถานได้ เบอร์นี่ แซนเดอรส์โหวตต่อต้านสงครามอ่าวเปอร์เชีย)

ก่อนหน้าทรัมพ์ บ็อบ โดล (Robert Joseph Dole) นักการเมืองและวุฒิสมาชิก ที่อยู่คู่การเมืองสหรัฐฯ มายาวนาน ก็ถูกล้อเลียนเรื่องการใช้ชื่อของตน แทนสรรพนาม “I” เป็นประจำ เช่นในรายการ Saturday Night Live เขาพูดว่า “I don’t run around saying Bob Dole does this, Bob Dole does that. That’s not something Bob Dole does. (ผมไม่เที่ยวไปบอกใครต่อใครว่า บ็อบ โดล ทำอย่างนี้ บ็อบ โดล ทำอย่างนั้น พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่บ็อบ โดล ทำ)

อดีตประธานาธิบดี Richard Nixon ก็เคยกล่าวในการปราศรัยว่า “You don’t have Nixon to kick around anymore” (จากนี้ไปนิกซันจะไม่อยู่ให้คุณคอยตำหนิหรือวิจารณ์อีกแล้ว)

ในมุมมองของนักวิชาการ Ethan Kross (Ph.D) อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน (แอนน์ อาร์เบอร์) ได้อธิบายไว้ว่า บุคคลที่เรียกตนเองด้วยชื่อ มีเจตนาที่จะสร้าง “ระยะห่าง” ให้กับตนเอง (Self-distancing) เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจว่าตัวเขาเป็นคนอื่น คำอธิบายดังกล่าวสามารถนำไปตีความได้ว่า เป็นการดึงตัวออกมาให้พ้นจากเหตุการณ์ในทางลบต่างๆ

คำศัพท์ illeism เริ่มใช้ในปี คศ. 1809 (พศ. 2352) โดย Samuel Taylor Coleridge งานวิจัยทางวิชาการ ได้อ้างถึงการใช้ชื่อของตน แทนสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง และยกตัวอย่างจูเลียส ซีซาร์ เพื่ออธิบายว่า การใช้ชื่อตนเองแทน “I” นั้น เป็นการเปลี่ยนมุมมองของตนเอง ให้เป็นบุคคลที่สามและทำให้ตัดขาดจากอารมณ์ส่วนตัว ช่วยให้มองข้ามอคติต่างๆ ได้

ดังนั้น หากวาทกรรมที่กล่าว มีเจตนาที่จะชักจูงผู้ฟัง ให้มองข้ามการกระทำและพฤติกรรมอื่นๆ การใช้ illeism โดยผู้ใหญ่ และคนทำงานมืออาชีพ อาจถือว่าเป็น “เครื่องมือ” ที่แม้จะฟังดูแปลก แต่สนองจุดมุ่งหมาย

ส่วนการเรียกตนเองด้วยชื่อโดยทั่วๆ ไป สำหรับคนที่โตแล้ว Ellen Degeneres พิธีกรรายการTalk Show อันโด่งดัง และนักแสดงชาวอเมริกัน บอกว่า “เห็นมีแต่ Elmo ใน The Muppet Show เท่านั้นที่เรียกตัวเองว่า เอลโม่ยังงั้น เอลโม่ยังงี้”

ในกรณีของเอลโม่นั้น เป็นการใช้ illeism เพื่อให้เกิดบุคลิกเป็นเด็ก เพื่อทำให้ผู้อื่นได้เกิดความรู้สึกเอ็นดู และหากมีอะไรผิดพลาดย่อมให้อภัยได้ง่าย เหมือนผู้ใหญ่ให้อภัยเด็ก

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here