“การใช้คำหยาบคายนั้นเกิดจากความพยายามของสมองที่ด้อยปัญญา ที่กระเสือกกระสนอยากแสดงออก” (สเปนเซอร์ ดับบลิว คิมบอลล์)

**

Profanity is the effort of a feeble brain to express itself forcibly.”

― Spencer W. Kimball*

คำหยาบคายแต่ละคำ อาจไม่มีบรรทัดฐานอันเป็นสากล เพราะต้องพิจารณาสภาพแวดล้อม ระดับสังคม และความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดคือต้องคำนึงถึงกลุ่มบุคคลที่จะสื่อสารด้วยเสมอ

คำที่ถือว่า “หยาบคาย” ในยุคสมัยหนึ่ง อาจกลายเป็นคำที่ผู้คนคุ้นชินและไม่ถือว่าเป็นคำหยาบคายอีกต่อไป แต่อาจมีข้อแม้ว่า ใช้ในกลุ่มเพื่อนสนิท หรือไม่ควรใช้ในบรรยากาศที่เป็นทางการ

การใช้คำหยาบคาย ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน มีความสัมพันธ์กับ มารยาทสังคมและกาลเทศะ ผู้ที่ใช้คำสบถ คำเรียกวัตถุหรืออวัยวะ และคำอุทาน ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “คำหยาบ” หากใช้ไม่เป็นที่เป็นทาง หรือพูดออกไปด้วยความ พลั้งเผลอ จะถูกตีความด้านบุคลิกภาพ ได้ยาวไกลไม่ใช่เพียงขาดความสุภาพ แต่คำหยาบที่หลุดออกไป จะถูกนำไปเชื่อมโยงถึง กำพืด ชาติกำเนิด การศึกษา สภาพแวดล้อม และอุปนิสัย และสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือได้

การแต่งกายผิดกาลเทศะเป็นสิ่งที่สังคมไมยอมรับฉันใด การใช้คำหยาบราวกับเป็นภาษาปกติ ก็ไม่ได้รับการยอมรับเช่นกัน ในขณะที่มีการใช้คำสบถ คำสร้อย และคำหยาบในสื่อต่าง ๆ เช่นรายการทีวี รายการช่องยูทูบ รายการตลก รายการชิมอาหารและท่องเที่ยว แต่ระดับภาษา (language register) เหล่านี้ ไม่มีโอกาส ที่จะได้คืบเข้าไปสู่สถานภาพสังคม ที่ให้ความสำคัญเรื่องความสุภาพ และการปฎบัติต่อกันด้วยการให้เกียรติผู้อื่น

เวลาอยู่กับเพื่อนสนิท สตรีในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยก็ใช้ระดับภาษาเท่ากับผู้ชาย คือใช้สรรพนาม “มึง-กู” หรือสบถด้วยคำเรียกอวัยวะเพศ และสัตว์เลื้อยคลาน ปรากฎการณ์เช่นนี้ หากเกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน จะเป็นประเด็นทางวัฒนธรรมที่ถือว่าสะท้อนความเสื่อมของสังคม แต่เมื่อสังคมมีพลวัตร ลักษณะของภาษาที่เปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และผู้คนต่างรุ่น ต้องหัดรับรู้และยอมรับ

แต่การใช้วาจาหยาบคายผิดที่ผิดทาง โดยเฉพาะเมื่อพูดกับสาธารณชน และสุภาพชน แม้คำพูดหยาบนั้นจะมาจากแหล่งอื่น แต่แสดงความนิยม ชื่นชอบระดับภาษาเช่นนั้น ย่อมส่อกำพืดและความสิ้นคิด ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักวิชาการ นักการเมือง หรือนักศึกษา

คนจำนวนไม่น้อย คิดว่าการใช้คำหยาบ เป็นเครื่องมือในการสร้างอารมณ์ขัน ด้วยเหตุนี้รายการที่ต้องการขายความตลกจึงใช้คำหยาบกันอย่างพร่ำเพรื่อ และบ่อยครั้งตั้งใจที่จะใช้คำหยาบอย่างเห็นได้ชัดขาดซึ่ง “ความหยาบอันเป็นธรรมชาติ” การเสนออารมณ์ขัน เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และการใช้คำหยาบ หรือเรื่องลามกนั้น ต้องอาศัยชั้นเชิงที่แตะอยู่ที่ความล่อแหลม แต่ไม่ล้ำเส้นเข้าสู่ความหยาบคาย ที่จะทำให้ตนเองและการแสดงดูต่ำ ไร้รสนิยม

สมาชิกของสังคมในทุกวัฒนธรรม รู้อยู่แก่ใจว่า “คำศัพท์” “วลี” และ “สำนวน” ใด ที่ถือว่าหยาบคาย การพยายามตีฝีปากว่า “ไอ้สัส” มาจากคำว่า “suspect” นอกจากขาดความสัมพันธ์ทางภาษาและเหตุผลแล้ว ยังตอกย้ำให้เห็นถึง ความหยาบทางปัญญา เพิ่มขึ้นอีกด้วย ลองสังเกตการเขียนป้ายโจมตีบุคคล รัฐบาล ในการเคลื่อนไหวต่างๆ แล่วจะพบว่า คำพูดของ สเปนเซอร์ ดับบลิว คิมบอลล์ นั้น เป็นจริงทุกประการ

“การใช้คำหยาบคายนั้นเกิดจากความพยายามของสมองที่ด้อยปัญญา ที่กระเสือกกระสนอยากแสดงออก”

*Spencer Woolley Kimball (คศ. 1895 –1985) นักคิดและผู้นำในสังคมและวงการธุรกิจ และเป็นผู้นำทางศาสนา

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here