สำนวน “เห็นต่าง” มาจาก “มองเห็นต่างกัน”, “คิดเห็นต่างกัน” และกลายเป็นคำศัพท์ที่ใช้ในบริบทของการเมืองมาเป็นเวลาหลายปี การใช้บ่อย พร่ำเพรื่อ ทำให้ความหมายบิดเบือน และหมดความสำคัญ ไม่ต่างจากคำว่า “ปรองดอง” ซึ่งจะนำมาใช้โดยไม่พิจารณาบริบทไม่ได้ เมื่อกฎหมายต้องการปรองดองกับอาชญากร ประชาชนจึงไม่อาจยอมได้ เพราะเท่ากับเป็นการละเมิดกฎหมาย การใช้คำว่า “เห็นต่าง” ก็เช่นกัน การเห็นต่างไม่ใช่การไม่เห็นด้วยโดยไม่มีบรรทัดฐาน

การไม่เห็นด้วย (disagreement) เป็นการปฎิเสธความคิดที่นำเสนอโดยผู้อื่นที่ใช้กันในบริบททั่วไปเช่นพ่อแม่ไม่เห็นด้วยที่ลูกจะออกไปเที่ยวยามค่ำคืน หรือในบริบทที่เป็นทางการ เช่นการลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ หรือการไม่ต้องการให้นักเรียนใส่เครื่องแบบนักเรียน การไม่เห็นด้วยยังเป็นการโต้แย้งที่ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่นการไม่เห็นด้วยที่ใส่ถั่วฝักยาวในผัดกะเพรา หรือการดื่มไวน์แดงกับอาหารที่ทำด้วยปลา

ในบริบทที่เป็นทางการ การไม่เห็นด้วยเป็นการสนองตอบเนื้อหาที่ได้มีการจัดทำมาเสนอเพื่อขอการสนับสนุน หรือการยอมรับจากผู้มีส่วนร่วมหรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ การไม่เห็นด้วยจะมีน้ำหนักเพียงใด ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่วางไว้ เช่นใช้มติเสียงข้างมาก หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจมีสิทธิเด็ดขาดในการเลือก แม้ว่าจะมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก

การไม่เห็นด้วย เกิดขึ้นทุกเวลาในชีวิตประจำวัน เช่นไม่เห็นด้วยที่จะต้องใส่หน้ากากอนามัยเข้าร้านสะดวกซื้อ ไม่เห็นด้วยที่ให้เด็กเล็กไปโรงเรียน แต่ยังคงต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบของผู้ให้บริการธุรกิจและนโยบายของกระทรวงศึกษา

ส่วนการ “เห็นต่าง” นั้น มีนัยยะทางการเมืองอยู่ในสำนวน หาเพื่อนชมว่าน้ำตกไนแอการ่าสวยที่สุด เราคงไม่แย้งโดยการพูดว่า “ฉันเห็นต่าง”

การมองเห็นต่างกัน (different perspective/different point of view) ไม่ใช่การแสดงความต้องการของตนอย่างไม่มีเหตุผล หรือมีหลักฐานประกอบ perspective ภาษาไทยเรียกว่า ทัศนมิติ หมายถึงการมองเห็นอย่างมีมิติ ซึ่งหมายถึงมีความตื้นลึก มีระยะใกล้ไกล ทัศนมิติของบุคคลแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ องค์ความรู้ที่สั่งสม และการเรียนรู้ข้อมูลทั้งด้วยตนเองและจากระบบการศึกษา ดังนั้น การเห็นต่าง จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของสิ่งเหล่านี้ ต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะใช้สนับสนุนความคิดและความต้องการของตนเอง จึงจะทำให้การเห็นต่างนั้นมีน้ำหนัก และควรค่าแก่การรับฟัง

การบอกว่า ฉันต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไร้เหตุผล และไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของสังคม ไม่เรียกว่าการเห็นต่าง แต่เป็นการเอาตามใจตน

Point of view คือมุมมอง ภาพที่ปรากฎตรงหน้าเราเมื่อมองคนละมุมย่อมเห็นไม่เหมือนกัน ดังนั้นการรับรู้ของบุคคลย่อมต่างกัน เมื่อประสพการณ์ชีวิต หน้าที่การงาน ผลประโยชน์ ความเชื่อ และสังคมต่างกัน เมื่อจะอ้างถึงการเห็นต่าง ก็ต้องมีเหตุผลอธิบายให้ได้ ว่าจากมุมมองของเรา มีอะไรที่เราคิดว่าไม่ถูกต้อง ควรปรับปรุง หรือร่วมมือกันแก้ไข

การชุมนุมทางการเมือง ที่พูดถึง “อำนาจเผด็จการ” ของรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ใช่เห็นต่าง แต่เป็นอคติ เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เมื่อ 24 มีนาคม 2562 และก่อนหน้านั้น ฝ่ายต่อต้าน คสช. ก็เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งตลอดมา เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ก็มีการจัดตั้งรัฐบาลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด การเรียกร้องเสรีภาพ ก็ไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าถูกจำกัดเสรีภาพด้านไหนอย่างใด เพราะยังออกมาชุมนุม และโจมตีผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ทั้งโดยแผ่นป้ายและการปราศรัยบนเวที การโอดครวญว่าชีวิตเราต้องดีกว่านี้ ก็เป็นวาทกรรมว่างเปล่า เพราะยังได้เรียนระดับอุดมศึกษา ในมหาวิทยาลัยคุณภาพ มีโทรศัพท์มือถือ กินอาหารแฟรนไชส์ สุกี้ ปิ้งย่าง ซุชิ เกาหลี หรือการเรียกร้องให้เปิดประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เป็นการตัดความจริงเรื่องความเสี่ยงจากโควิด-19 ทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง ขาดเหตุผลจึงไม่ใช่เห็นต่าง

ประเทศไทย ได้รับคำชมเชยในระดับโลก ในเรื่อ่งความสามารถในการรับมือกับโควิด-19 คนไทยคุ้นเคยกับการใส่หน้ากากอนามัยป้องกันตนเองตั้งแต่ฝุ่น PM 2.5 เมื่อเกิดการระบาดของไวรัส จึงพร้อมที่จะใส่หน้ากากอนามัยโดยไม่ตั้งแง่ คติของคนไทยในการใส่หน้ากากอนามัยคือ ป้องกันตนเองจากโอกาสติดเชื้อจากผู้อื่น ในขณะที่อเมริกามีคติว่า ผู้ที่ใส่หน้ากากคือผู้ป่วย และหน้ากากอนามัย จะป้องกันไม่ให้เชื้อจากผู้ป่วยกระจายไปยังผู้อื่น คนไทยเห็นว่าการป้องกันตนเองไว้ไม่เสียหาย ในขณะที่ชาวอเมริกาคิดว่าผู้ป่วยมีหน้าที่ป้องกันผู้อื่น ต่อมาเมื่อมีการติดเชื้อในอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเริ่มมีผู้ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันตนเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังมีคนเห็นต่าง โดยอ้างว่า ไวรัสเผยแพร่ทางละอองของเหลว และไลฟสไตล์ของคนอเมริกันต่างจากคนเอเชีย โดยเห็นว่าชาวอเมริกัน มีสุขอนามัยที่ดีกว่า ทานอาหารแยกจานกัน ไม่กินอาหารแบบแป่งปันจากจานเดียวกัน ใช้หลักเว้นระยะห่างน่าจะเพียงพอ แต่ยอดผู้ติดเชื้อและผู้ตายก็เพิ่มขึ้นไม่หยุด อันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่สนับสนุนให้มีการใส่หน้ากาก ที่ค่อยๆ ประกาศใช้เป็นข้อปฎิบัติในวงกว้าง

จะอ้างว่าเห็นต่าง ต้องมีหลักฐานเพื่อยืนยันว่า ความคิดของเรามีเหตุผลจับต้องได้ เห็นต่าง ไม่ใช่ แตกต่าง เพราะแตกต่าง หมายความว่า ไม่เหมือนกัน เป็นคนละสิ่ง การแบ่งพวกด้วยเกณฑ์อายุ คือแบ่งด้วยความแตกต่าง และการเห็นต่างกันที่จะปรองดองกันได้ ต้องฟังเหตุผล และหลักฐานของผู้อื่นด้วย ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายเดียว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here