2020 Revelation & Recap สิ่งที่ได้ประจักษ์และบทสรุปของรอบปี

ปี 2020 เป็นปีที่หนักหนาสาหัสต่อมวลมนุษยชาติ ในทุกพื้นที่บนโลก เป็นปีที่ reset มาตรฐานพฤติกรรมของผู้คนในทุกสังคม การปรับตัว ปรับวิถี ทำให้เกิดลักษณะร่วมอันทำให้ความเป็นสังคมโลกมีลักษณะที่จับต้องได้มากขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงอุดมคติ

วิถีใหม่หรือ The New Normal ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็ม โควิด-19 ยังมีอำนาจเหนือมนุษย์ โดยใช้เดิมพันระหว่างความเป็นและความตาย หากร่างกายแข็งแรงยังได้ลุ้นอยู่ต่อ แต่บทเรียนสำคัญจากโควิด-19 มีมากกว่าการมีชีวิตรอด โควิดได้ทำให้ชาวโลกได้เห็น และได้ทบทวนกรอบความคิดของตนเองในหลายมิติเช่น:-

· เสรีภาพและอำนาจเด็ดขาด ดังที่เห็นจากวิธีการรับมือและจัดการกับการแพร่ระบาดของประเทศจีน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด กับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศอื่นๆ ในยุโรป การยอมจำนนของประชาชนต่อระบบเผด็จการกลายเป็นวิธีการต่อสู้ที่ได้ผลชัดเจน เมื่อเทียบกับความคิดว่า เสรีภาพคืออาวุธที่ทรงอนุภาพที่สุด แต่ประเทศที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการตัดสินใจเองอย่างพิสุทธินั้นไม่มี แม้แต่สวีเดนก็ยังมีระเบียบบังคับในเรื่องของการชุมนุม และการเว้นระยะห่าง

· องค์ความรู้และการใช้เหตุผลของประเทศที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุดและประชากรมีคุณภาพ แต่ไม่เชื่อว่าหน้ากากอนามัยจะช่วยลดการแพร่ระบาด การยึดมั่นว่าหน้ากากฯ มีไว้ให้คนป่วยใส่ การกระจายความคิดว่าไวรัสโควิด เป็นปฎิบัติการสมคบคิดของผู้นำรัฐบาล เมื่อเกิดการติดเชื้อและล้มตาย โยนความผิดให้ WHO ซึ่งได้เตือนมาตลอด· ความยะโสโอหัง นำมาซึ่งความพินาศ ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจระดับไหน สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อกว่า 20 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 3 แสนคน ระบบการให้บริการด้านรักษาพยาบาล และกลไกต่างๆ ได้เผยภาพและข้อมูลที่แตกต่างจากที่ได้เห็นกันจากภาพยนตร์และทีวีซีรีส์ ความอวดดีในไลฟสไตล์ ว่าสังคมของตนเคร่งเรื่องสุขอนามัย และความสะอาดมากกว่า ไม่กินอาหารแบบแบ่งปันเช่นคนเอเชีย ห้องน้ำสะอาดกว่า สภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ทำให้เชื่อว่าโอกาสแพร่เชื้อโรคในประเทศของตนมีน้อย แต่แล้ว…

· การใช้โควิด-19 เป็นเครื่องมือทางการเมือง สะท้อนจิตสำนึกของนักการเมือง และพลเมืองในประเทศนั้นได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 หลายประเทศต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกที่สอง เช่น เกาหลีใต้ เยอรมันนี เบลเยี่ยม อิหร่าน สเปน สาธารณรัฐเชค และอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันออก การออกมาต่อต้านรัฐบาลส่วนใหญ่ เกิดจากการไม่ต้องการร่วมมือกับมาตรการ lockdown หรือ social distancing หรือการบังคับใส่หน้ากาก และเรียกร้องประสิทธิภาพในการให้บริการของโรงพยาบาล แต่ความคิดจากกลุ่มประชาชนที่เชื่อ หรือป้ายสีว่า รัฐบาลใช้ไวรัสเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจ เป็นปรากฎการณ์ที่สะท้อนระดับความคิดของพลเมืองในประเทศ

สำหรับบทสรุปในประเทศไทย-

· ม็อบของกลุ่มนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ ที่กำลังฮึกเหิมด้วยเพลง “Do You Hear the People Sing?” ต้องพักยก เมื่อโควิด-19 มาถึง พักไปนานเมื่อจะรวมตัวกันอีกแถวไม่เต็ม จึงต้องสร้างหน่วยใหม่ขึ้นมาทั้ง หน่วยปลดแอก หน่วยราษฎร และสร้างข้อเรียกร้องใหม่ และเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา ทำให้ผู้สนับสนุนอ่อนล้าและค่อยๆ ออกห่าง· ความไม่โปร่งใสในเรื่องการเงินของม็อบ ทั้งเรื่องจำนวนเงินบริจาค และเงินที่ใช้ในการเลี้ยงดูม็อบ การจัดการให้ความสะดวกต่อผู้ชุมนุม วาทกรรมอวดดีกดขี่ผู้ชุมนุมว่าไม่จำเป็นต้องแจกแจงยอดรับบริจาคและการใช้จ่าย ทำให้ม็อบเริ่มหมดศรัทธา เพราะเป็นพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่นำมาอ้างโจมตีรัฐบาลเรื่องการทุจริต ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เป็นพิธีเบิกเนตรให้ชาวม็อบได้ทบทวนว่า การเคลื่อนไหวร่วมกับม็อบ ตรงกับอุดมการณ์ส่วนตัวจริงหรือไม่

· ในขณะที่พฤติกรรมใหม่ในชีวิต อันเป็นปรากฎการณ์สำคัญคือ การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ได้นำผลประโยชน์มาให้ทั้งร้านอาหารทุกรูปแบบ และครัวออนไลน์ กำลังลดลง การแพร่ระบาดที่เริ่มต้นจากตลาดกุ้ง และกระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสฟู้ดเดลิเวอรี่ จะแรงขึ้นอีกครั้ง กองทัพเดลิเวอรี่จากผู้ให้บริการทุกเครือข่ายจะมีชีพจรที่ยังเต้นอย่างแข็งแรงกันต่อไป

· แม้ว่าประชาชนจะฝึกวินัยให้ตนเองในเรื่องการลดโอกาสการติดเชื้อ กันมาอย่างดีแล้ว เมื่อได้ทราบว่ามีการกลายพันธุ์ของไวรัส ความกวาดกลัวย่อมมากขึ้นกว่าเดิมเป็นธรรมดา และความห่วงใยตนเอง เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมการเว้นระยะห่าง (distancing) ไม่ได้ จะทำให้ผู้คนต้องการมียานพาหนะเป็นของตนเอง เพื่อเลี่ยงการปะปนกับผู้อื่นๆ ในระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถประจำทางใน กทม. รถตู้และรถโดยสารทั่วประเทศ อีกทั้งการปรับปรุงเครือข่ายถนนในทุกภูมิภาค ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความต้องการมีรถส่วนตัวเพิ่มขึ้น

· กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มพิทักษ์สถาบันกษัตริย์ได้อ้างถึง “พลังเงียบที่มีจำนวนมหาศาล” มาโดยตลอด ในขณะที่การเคลื่อนไหวของม็อบ มีลักษณะเป็นรูปธรรม แต่ก่อนที่จะสิ้นสุดปี 2563 พลังเงียบก็ทะยอยกันออกมา ทั้งการเปิดเพลง “หนักแผ่นดิน” ใส่การหาเสียงในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งการชูพระบรมฉายาทิสลักษณ์ใส่ม็อบที่ปิ่นเกล้า ไปจนถึงการชูแผ่นป้ายขับไล่โดยประชาชนธรรมดา จากนครสวรรค์ ถึงระยอง พลังเงียบผู้กล้าเหล่านี้ จุดประกายให้พลังเงียบพร้อมที่จะออกมาชนอย่างสันติ ในปี 2564 อย่างแน่นอน

· โครงการคนละครึ่ง ได้ปรับทัศนะให้กับประชาชนไทยแบบหน้ากระดาน จากคนที่ปล่อยผ่านโครงการต่างๆ มาแล้ว “ทั้งชิม ช้อป ใช้” – “เราเที่ยวด้วยกัน” – และ “คนละครึ่งเฟสแรก” ความสำเร็จของ “คนละครึ่ง” ไม่ต้องรอดูตัวเลขจากกระทรวงการคลัง แต่ประจักษ์ได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย นอกจากจะเพิ่มเฟสสองแล้ว โครงการคนละครึ่งยังได้สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนอีกจำนวนมาก ให้หันมาสนใจ application ต่างๆ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตปัจจุบัน โครงการต่อๆ ไป เมื่อมีการสนับสนุนจากประชาชนอย่างไม่ลังเลแล้ว เสียงนกเสียงกาก็จะเบาลง แต่รัฐยังคงต้องนำเสนอผลสรุปของทุกโครงการให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อพิสูจน์ว่า แนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเติมเงินลงในระบบ ไม่ใช่ไสยศาสตร์

· หลังจากที่โรงเรียน และมหาวิทยาลัย เพิ่มเปิดเทอมและมีการสอนในห้องเรียน ไปได้เพียงเทอมเดียว การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระรอกใหม่ ทำให้การเรียนการสอน online ไม่ใช่เป็นวิธีการสอนสำรองอีกต่อไป ทั้งสถาบัน คณาจารย์ นักเรียน และผู้ปกครอง จะต้องมีความพร้อมให้มากขึ้น ทั้งอุปกรณ์ การเชื่อมต่อ และเทคนิคการสอน จนเป็นระบบถาวร และพร้อมที่จะปรับรูปแบบการสอนให้เป็น online ได้ทันที โดยไม่ต้องมีการหยุดการสอนเป็นระยะเวลานาน เช่นการประกาศปิดโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 4-31 มกราคม 2564

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here