บทความ : บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
Benchmark Media co-editor

แดนดินถิ่นอินทรีผยองอเมริกายุคที่มีโจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดี ได้แสดงท่าทีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าจะกลับมา”ปักหมุดเอเชีย” อีกครั้ง เพื่อจะปิดล้อมแดนมังกรที่กำลังผงาดฟ้าไร้ประเทศใดมาเทียมทาน ด้วยการยกเมฆว่าแดนมังกรกำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมอุยกูร์หรืออู่เก๋อที่เขตปกครองตนเองซินเจียง มีการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมามากมายเพื่อหวังโน้มน้าวมติมหาชนชาวอเมริกันและชาวโลกให้เห็นด้วยกับการปิดล้อมแดนมังกร เหมือนกับที่เคยสร้างภาพลวงโลกจนนำไปสู่การกรีฑาทัพไปล้มรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก

หลายปีก่อนหน้า ดิฉันมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวดินแดนอารยธรรมโบราณบนเส้นทางสายไหมแห่งนี้ และได้บันทึกการเดินทางครั้งนั้นในสารคดีท่องเที่ยวเรื่อง “ตามรอยเส้นทางวรรณกรรม จากไซอิ๋ว สู่ นางพญาผมขาว

ในเมื่อซินเจียงเป็นประเด็นโลกเช่นนี้ ก็อยากชวนทุกคนย้อนรำลึกถึงการท่องเที่ยวครั้งนั้นซึ่งดิฉันผูกเรื่องกับหนังสือกำลังภายในหลายเรื่องที่มีซินเจียงเป็นฉากสำคัญ

หนอนตำราอย่างดิฉันถึงกับตาลุกโพลงด้วยความตื่นเต้นสุดๆ เมื่อความใฝ่ฝันที่ฝังแน่นมานานถึงครึ่งศตวรรษกำลังจะเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง ฮะฮ้า เห้งเจียเอ๋ย กิมย้งเอ๋ย โกวเล้งเอ๋ย หวงอี้เอ๋ย นางพญาผมขาวเอ๋ย เจ้าหญิงเซียงเซียงเอ๋ย ดิฉันกำลังจะได้เดินตามรอยเส้นทางที่พวกท่านได้ดั้นด้นผ่านมาก่อนหน้านี้ผ่านการสะบัดปลายพู่กันบรรจงปั้นแต่งหนังสือที่โด่งดังไปทั่ว ก่อนจะดัดแปลงไปสร้างภาพยนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า

ถูกแล้วค่ะ ดิฉันกำลังเดินทางไปสัมผัสเส้นทางที่ปรากฏในสุดยอดวรรณกรรมจีนตั้งแต่เรื่อง “ไซอิ๋ว”หรือ”มุ่งตะวันตก”
หรือ “พระถังซำจั๋งจาริกไปยังอินเดีย” เรื่อง “ตำนานอักษรกระบี่” นิยายกำลังภายในเรื่องแรกของกิมย้ง เรื่อง”เหยี่ยวนรกทะะลทราย” ของโกวเล้ง หรือเรื่อง”มังกรคู่สู้สิบทิศ”ของหวงอี้ ไม่ต้องพูดไกลไปถึงเรื่อง “นางพญาผมขาว” ที่ดิฉันทั้งได้อ่านและชมภาพยนตร์ตั้งแต่ยังเด็ก จนกระทั่งฝังใจในโศกนาฏกรรมของรักระคนแค้นที่ซึ้งตรึงใจยิ่งกว่าเรื่อง”โรเมโอ-จูเลียต” ของเช็คสเปียร์เสียอีก รวมทั้งยังได้เหยียบถิ่นเก่าขององค์หญิงเซียงเซียง หญิงงามในประวัติศาสตร์ และเป็นตัวละครเด่นตัวหนึ่งในละครโทรทัศน์เรื่อง “องค์หญิงกำมะลอ”

อันที่จริง “เส้นทางวรรณกรรม” ที่ว่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมโบราณที่ดิฉันได้ไปสัมผัสในช่วงปลายฝนต้นหนาว โดยเริ่มต้นจากซีอาน หรือหรือเซี่ยงอันในภาษาแต้จิ๋ว หรือนครฉางอานในอดีต อันเป็นสุดยอดแหล่งอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่ง ผ่านเมืองตุนหวง แวะชมถ้ำพระพุทธรูปโบราณ เนินทรายหมิงซาซัน และทะเลสาบจันทร์เสี้ยวที่ปรากฏในภาพยนตร์ และหนังสือหลายต่อหลายเล่ม รวมทั้งในเรื่อง “โกบี” ของโสภาค สุวรรณ

จากนั้นก็บินลัดฟ้ามุ่งหน้าไปเมืองอุรุมชี หรือที่คนจีนเรียกว่าอูหลู่มู่ฉี่ เมืองเอกของเขตปกครองตนเองซินเจียง แวะชมเมืองถูลู่ฟาน เมืองโบราณในสมัยยุคทองของเส้นทางสายไหม ที่ซึ่งหวงอี้ใช้เป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งในหนังสือกำลังภายในเรื่อง”มังกรคู่สู้สิบทิศ” คราวที่โค้วจงกับฉีจื่อหลิงเดินทางออกนอกด่าน และได้พบกับเพื่อนเก่าปาฟงหันที่เป็นชาวถูเจี๋ย หรือพวกเชื้อสายเติร์กหรือตุรกีในยุคสมัยนี้ ได้ไปชมภูเขาเทียนซาน ที่งดงามยากจะพรรณา ได้แต่ท่องกลอนอยู่ในใจว่า”มีสองตาก็สุดแล” ชมภูเขาเพลิงที่ร้อนที่สุดในโลก ที่ซึ่งเห้งเจียได้สู้กับปิศาจกระทิง และต้องหลอกล่อขโมยพัดวิเศษขององค์หญิงพัดเหล็ก เมียปิศาจกระทิงเพื่อนำไปพัดภูเขาเพลิงลูกนี้ให้คลายความร้อนลง ก่อนจะจบลงที่กรุงปักกิ่งในวันฉลองวันชาติ เลยมีโอกาสสัมผัสฝูงชนนับแสนๆคน ขณะทะลักเข้าไปชม พระราชวังต้องห้าม และ”รังนก” สนามกีฬาแห่งใหม่ที่ใช้เป็นที่เปิด – ปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

ถึงแม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสสัมผัสเมืองซีอานในมณฑลส่านซี หรือที่นักแปลบางคนอ่านออกเสียงว่า “เมืองเซียน” ตรงตัวภาษาอังกฤษว่า “Xian” เล่นเอาดิฉันหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง เพราะจู่ๆก็ได้ไปเหยียบเมืองเซียน หรือเมืองสวรรค์ทั้งๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ดิฉันก็เคยคุ้นกับเมืองนี้มานาน นับตั้งแต่เริ่มต้นหยิบหนังสือกำลังภายในมาอ่านสมัยเด็กๆ ซึ่งมักจะเริ่มต้นด้วยประโยคว่า
“…ที่นครฉางอาน” เมืองหลวงอันงดงามตระการตาของจีนสมัยราชวงศ์ถัง และยิ่งหลงใหลในเมืองนี้มากขึ้น คราวที่กำลังบ้าค้นคว้าหาอ่านแต่เรื่องของอารยธรรมจีนโบราณ โดยเฉพาะในสมัยของพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ “มหาราชแห่งมหาราช” ของแดนมังกร ผู้เป็นมหาบุรุษในดวงใจของดิฉันมานาน

ระหว่างเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์หุ่นดินเผากองทหารสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี สันดานความเป็นหนอนหนังสือของดิฉันก็กำเริบ ขณะน้อมจิตคารวะดวงพระวิญญาณของปฐมกษัตริย์ของดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ รวมทั้งเหล่านักรบผู้กล้า โดยเฉพาะหวังเจี่ยนกับหวังเปิน สองพ่อลูกผู้เป็นขุนพลคู่พระทัยตลอดรัชสมัย สายตาก็สอดส่ายพินิจดูกองทัพหุ่นดินเผานับร้อยนับพันตัว ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น เนื่องจากเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนจากสารคดีประเภทหนังสือ และจากรายการ”ดิสคัฟเวอรี” แต่เป็นเพราะกำลังฝันลมๆแล้งๆว่าอาจจะพบเห็นหุ่นสักตัวที่มีใบหน้าเหมือนกับกู่เทียนเล่อ ดาราดังของทีวีบีของฮ่องกงผู้แสดงเป็นเซี่ยงเส้าหลง ตัวเอกในเรื่อง”เจาะเวลาหาจิ๋นซี” สุดยอดมหากาพย์อิงประวัติศาสตร์ของหวงอี้ ผู้เป็นสุดยอดนักเขียนคนโปรดของดิฉัน แต่ลืมคิดไปว่าถ้าพบเข้าจริงๆ ดิฉันจะออกอาการอย่างไร ประเภทเป็นนางเอกเห็นแล้วเป็นลมล้มพับโดยไม่มีใครกล้ารับเพราะรับไม่ไหว หรือเป็นตัวตลกวิ่งป่าราบกันแน่

จากสุสานโบราณที่อัดแน่นไปด้วยภาพแห่งสงครามและกลิ่นคาวเลือด ดิฉันได้แวะชมบ่อน้ำร้อนอันเต็มไปด้วยกลิ่นไอรักรัญจวนใจ ที่ซึ่งพระเจ้าถังเสวียนจง พระราชนัดดาของพระนางบูเช็กเทียน จักรพรรดินีหญิงพระองค์แรกและพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน ทรงสร้างให้กับ”หยางกุยเฟย” พระสนมเอกผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น”นงรามงามล่มชาติ” ทำให้ฮ่องเต้ดีๆ กลายเป็นฮ่องเต้เหลวแหลก และเจ้าสำราญ หลงใหลแต่หญิงงาม อดีตสะใภ้หลวงที่พระองค์ทรงแย่งชิงมาจากพระโอรสจนไม่บริหารราชการแผ่นดิน ท้ายสุดก็ถูกพวกกบฎยึดเมือง บังคับให้ประทานแพรขาวให้หยางกุยเฟยผูกคอตายใต้ต้นสาลี่ พร้อมกับถูกประวัติศาสตร์จดจารึกว่าเป็นต้นเหตุความล่มจมของบ้านเมือง ขณะที่ละครโทรทัศน์ของทีวีบีของฮ่องกงก็แปลงภาพลักษณ์ของพระนางว่าดีแต่ยั่วยวน ไม่ผิดอะไรกับท้าวศรีสุดาจันทร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ว่ากันว่าความงามผุดผาดของหยางกุยเฟยยามขึ้นจากสระน้ำ ทำให้พระเจ้าถังเสวียนจงทรงสนิทเสน่หาจับใจ ถึงกับให้ทรงสร้างอุทยานที่มากด้วยบ่อน้ำร้อนหลายบ่อ เพื่อให้พระนางสระสรงตรงที่ใดก็ได้ จะกลางแจ้งท่ามกลางต้นหลิวอันอ่อนช้อย หมู่แมกไม้และสายหมอกใต้วงล้อมของเทือกเขาสูงซ้อนชันเป็นชั้นๆ หรือในโรงเรือนที่สร้างอย่างงดงามเพื่อความเป็นส่วนพระองค์ แถมยังมีศาลากลางเนินเขาสำหรับพระนางทรงสางพระเกษาหลังทรงสระสนานแล้วท่ามกลางแสงจันทร์อันนวลตา

ดิฉันคิดไม่ออกจริงๆว่าจะยอมเกิดเป็นหญิงงามหรือไม่ ถ้ารู้ว่าต้องมีชะตากรรมอันน่าอนาถเยี่ยงนี้ ยอมถูกประนามว่าเป็น “หญิงงามล่มเมือง” แลกกับการมีอนุสรณ์สถานแห่งความรักของสามี ผู้ซึ่งท้ายสุดก็ยอมสละความรักเพื่อความอยู่รอดขององค์เองหรือไม่ เฉกเดียวกับที่เคยตรองไม่ตก ว่าจะยอมเกิดเป็นมุมตัชมาฮาล มหารานีผู้เป็นที่สนิทเสน่หาของพระเจ้าชาห์ชะฮานหรือไม่ ถ้ารู้ว่าเมื่อตายแล้วจะมี “ทัชมาฮาล” อนุสรณ์สถานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ให้โลกได้ตื่นตะลึง

เฮ้อ หนอนตำราอย่างดิฉันได้แต่คิดฟุ้งซ่านไปตามเรื่องตามราว เที่ยวจับแพะชนแกะ จับประวัติศาสตร์จีนไปปนกับประวัติศาสตร์อินเดียได้อย่างไรก็ไม่รู้

ที่สุดท้ายในซีอานที่มีโอกาสสัมผัสก็คือเจดีย์ห่านป่าในวัดฉื่ออิงยี่ สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งตามตำนานเล่าว่าขณะที่ห่านป่าฝูงหนึ่งกำลังบินผ่านวัดแห่งนี้ ทันใดนั้น ห่านป่าตัวหนึ่งซึ่งไม่มีใครรู้ว่าทำไมถึงเกิดคิดสั้นถึงได้หลุบปีกพุ่งลงมาจนตัวตาย ชาวบ้านจึงช่วยกันฝังห่านป่าตัวนั้นแล้วสร้างเจดีย์ 7 ชั้นขึ้น ขนานนามว่า “เจดีย์ห่านป่า”

และเจดีย์โบราณแห่งนี้นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นที่พระถังซำจั๋งออกเดินทางมุ่งหน้าไปอินเดีย อันเป็นปฐมบทของหนังสือ “ไซอิ๋ว” อันโด่งดัง เหตุนี้ บริเวณลานวัดด้านหน้า จึงมีอนุสาวรีย์พระถังซำจั๋งขนาดใหญ่ไว้ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมไม่ขาดสาย

เจดีย์ 7 ชั้น สูงสิบวาแห่งนี้ เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ดิฉันแสนจะคุ้นหู เนื่องจากนักเขียนกำลังภายในหลายต่อหลายคนมักจะใช้เป็นฉากการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างพระเอกกับมารร้าย จนกระทั่งชายคาเจดีย์พังทลายเป็นแถบๆ หรือบางเรื่องก็บรรยายว่าเจดีย์พังทั้งเจดีย์ ดิฉันสู้อุตส่าห์ถ่อสังขารค่อยๆ ปีนขึ้นทีละชั้น จนถึงชั้นที่ 7 ระหว่างนั้น สายตาก็สอดส่ายพินิจดูว่าชายคาเจดีย์มีร่องรอยซ่อมแซมจากการพังทลายระหว่างการต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าหรือไม่ ปรากฏว่าผิดหวัง เพราะล้วนแต่เป็นของเก่าทั้งนั้น

อย่างไรก็ดี ระหว่างเดินขึ้นแต่ละชั้น ดิฉันก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าทำไมนักประพันธ์จึงมักจะบรรยายว่าตัวเอกเพียงคนเดียวจึงสามารถต้านรับไม่ให้ศัตรูฝ่าด่านขึ้นไปชั้นบนได้ เนื่องจากพื้นที่แต่ละชั้นจะเล็กแคบพอที่จะยืนพักเหนื่อยได้ไม่กี่คน ช่วงนั้นก็มีโอกาสกวาดสายตาชมภาพพุทธประวัติบนฝาผนัง 3 ด้าน ก่อนจะค่อยๆขึ้นบันไดไปชั้นถัดไป

อย่างที่เขาว่า คำบรรยายหมื่นคำก็ไม่เท่ากับดูภาพๆ เดียว แต่ภาพหมื่นภาพก็ไม่เท่ากับได้เห็นด้วยตาตัวเองถึงจะซึ้งแก่ใจ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here