VICTIM MENTALITY ชาตินี้เลือกเป็นแค่ “ผู้ถูกกระทำ”

0
74

ภาพ/บทความ : ชยสิริ วิชยารักษ์
Benchmark Media co-editor

“ปญฺญาสหิโต นโร อิธ ทุกฺเข สุขานิ วินฺทติ”
คนมีปัญญา เมื่อถึงคราวตกทุกข์ ก็ยังหาสุขได้
(ขุ. ชา. ๒๗/๒๔๔๔/ ๕๓๔)

คนไม่มีปัญญา แม้มีสุขก็ยังหาเรื่องทุกข์
สุข-ทุกข์ เป็นของสาธารณะ อยู่ที่ใครจะไขว่คว้าอะไร

“มณฑา” : น้ำตาฟ้า
ในพระไตรปิฎกอธิบายว่ามณฑาเป็นบุปผาสวรรค์ที่บานเพื่อถวายเป็นพุทธาลัย แล้วโปรยปรายลงมาในวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

วิธีคิดของ “ผู้ถูกกระทำ”
มักคิดและอ้างว่าเป็นเพราะชาติกำเนิด การศึกษา ธรรมชาติ สังคม โลก สภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์ ศาสนา แม้กระทั่งการประสบความสำเร็จของคนอื่น ก็ยังกลายเป็นข้ออ้างได้
“มีคนทำได้ดีอยู่แล้ว ทำไปก็แพ้เขา”
“คนนั้นเขาสอบได้ที่หนึ่งตลอดชาติแหละ เรียนเก่งเพราะครูรัก”

ทุกอย่างถูกยกมาเป็น “อุปสรรค” ของคนมี victim mentality ได้ทั้งนั้น
* มงไม่ลง เพราะมาจากประเทศเผด็จการ
* สอบตกเพราะครูไม่เอาไหน ระบบการศึกษาไทยมันแย่
* เป็นโสเภณีดีกว่า เพราะที่บ้านจน
* ใครฉีดแวคซีนคือคนนั้นสลิ่ม เพราะเชียร์รัฐบาล และคิดถึงส่วนรวม
* นายกฯ คนนี้ไม่ดี สังคมเราจึงไม่เจริญ ย้ายไปติ่งที่บ้านเมืองอื่น คุณภาพตัวฉันต้องดีกว่านี้แน่นอน*

วิธีคิดแบบ “ถูกกระทำโดยปัจจัยภายนอก” :
ฉันไม่ผิด แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะถูกปัจจัยภายนอกกระทำ
ล้านเจ็ด x 11 เหตุผลที่ทำให้ฉันไปไม่ถึงไหนแม้กระทั่งปากซอย และต้องเรียกร้องต้องการความสนใจ และนั่งงอ ๆ รอความช่วยเหลือจากทุกอย่างทั้งโลก ยกเว้นตัวเอง

ข้อสังเกตผู้คนที่เสพติดการกล่าวโทษ
เพราะโลกมันแย่ ชีวิตมันจึงห่วย :
1. ทำอะไรได้ครึ่งๆ กลางๆ งับของใหม่เร็ว คายเร็ว
2.ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองแก้ปัญหาอะไรได้ แม้แต่ปัญหาของตัวเอง
3. ปล่อยไหลไปตามสถานการณ์และปัญหา
4. คิดลบ “เป็นไปไม่ได้หรอกกกก” มีแต่อุปสรรค และ inner critic
5. มี 300 เหตุผลที่จะเลิกพยายาม ยอมแพ้เร็ว
6. กลัวถูกมองว่าไม่เอาไหน สู้ปล่อยคลุมเครือ และไม่ทำ – ง่ายกว่า
7.มักใช้การประโลมใจด้วยสิ่งต่างๆ เช่น เหล้า คู่นอน ยา เกม ช้อปปิ้งหนักๆ ประเภทซื้อแล้วลืมว่าซื้อแล้ว ที่บ้านมี หรือเสพติดสังคมออนไลน์ เหมารวม-ด่ากราดทุกความเห็นต่าง

สิ่งที่คนเราต้องมี คือ responsibility และ accountability
คนที่เข้าใจผาดๆ คือสองคำนี้แปลคล้ายกัน ว่า “ความรับผิดชอบ” แต่ความหมายไม่เหมือนกัน คำหลังใหญ่กว่า.
* responsibility คือความรับผิดชอบ ตามหน้าที่ ตามความเหมาะสม
* accountability พูดภาษาเข้าใจง่ายๆ คือ “เป็นเจ้าภาพ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อชีวิตและอนาคตของตัวเอง

ความต่างตรงกลาง ระหว่าง “คนที่ไม่มี” กับ“คนที่มี” responsibility และ accountability คือ “ความเชื่อมือตัวเอง
และนับถือตัวเอง”

ความคิดของที่คนไม่ลงมือจัดการชีวิตตัวเอง :
1. กลัวล้มเหลว อายเขา อยู่ไปเงียบๆ ก็ดีแล้ว
2. จำกัดความ และจัดประเภทตัวเองไว้ผิดๆ ดีเกินจริง หรือแย่เกินจริง wrong self-actualization
3. ลึกๆ แล้วไม่ได้จริงใจจะทำหรอก (อ้าว)
* สู้นั่งติฉิน นินทา บ่น ด่า หรือแก้ตัว ง่ายกว่าลงมือแก้ไขตั้งเยอะ*

การจะเลิกเป็นประชากรแห่งสังคมร้องทุกข์-กล่าวโทษ คือ :
1. SEE : มองให้เห็นปัญหาที่แท้จริง
2. OWN : มีความเป็นเจ้าภาพ หรือเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญหาส่วนตัว และยกระดับให้เป็นปัญหาของคนหมู่มาก
3. SOLVE : หาวิธีแก้ไขให้จงได้
4. ACT : ลงมือทำ จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อมีความแน่วแน่ หรือมีแนวร่วม และเป็น social power มากกว่า individual power เพราะ social accountability สามารถผลักดัน “ข้อเรียกร้องของสังคม” ให้กลายเป็นนโยบายสาธารณะ และนำเข้าสู่ระบบการบริหารสังคมได้ด้วย หากสังคมมีพลังเพียงพอ

………………………………..

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here