ศัตรูของสังคมไทยไม่ใช่สื่อ แต่คือ “อวิชชา” : กรณีลุงพล

0
42

เรื่องของ “ลุงพล บ้านกกกอก” เป็นกรณีศึกษา ว่าด้วยปัญหาจากบทบาท หน้าที่ ความรู้
และจรรยาบรรณของสื่อ
ซึ่งปัญหาที่เราเห็นกันอยู่นี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

1. ในโลกของสื่อ และการสื่อสารมวลชน สื่อคือ watchdog หรือตอนนี้ เรากำลังต้อง Watch the watch-dog อีกที

2. ในสังคม 0.4 ที่ทุกคนเป็นสื่อ และคนเสพข่าวก็ซื่อ เสพข่าวด้วยความเพลิดเพลิน และไหลไปกับอารมณ์

3. ผู้คนขาด media literacy ไม่เข้าใจเรื่องของ media landscape “ระบบนิเวศในโลกของสื่อ”

4. ทุกคนที่ถูกหลอก นั่นเพราะคิดว่าข่าวออนไลน์เป็นเรื่องจริงหมด

5. ทุกคนต้องตั้งธงไว้ที่สติ ฝึกตั้งคำถาม ก่อนไปถึงข้อสรุป

6. สังคมต้องแยกแยะให้ได้ ว่าใครคือสำนักข่าว ใครคือความคิดเห็น ใครคือ Influencers/ Guru ใครคือสายบันเทิง
ต้องหัดดูให้ออก แยกแยะให้ได้

7. คุณภาพสำนักข่าว และตัวบุคคล ได้มาตรฐานหรือไม่ ? เพราะมาตรฐานเปลี่ยนไป จริงหรือ?

8. Social media หล่อหลอมเราจริงหรือไม่ ?
ไม่จริง : ตัวตนเราหลายล้านคนต่างหากที่ร่วมกันสร้างเนื้อหาและบรรยากาศให้ social media ของสังคมแต่ละประเทศขึ้นมา

9. กรณีข่าวลุงพล สิ่งที่สมควรจะตั้งคำถามก็คือว่า “แค่สื่อ” ​เหรอ ที่เป็นปัญหาใหญ่ ? หรือที่จริง ปัญหามาจากทุกฝ่าย ?
สื่อ และองค์กรข่าว รวมทั้ง media ownership ทำร้ายผู้คนและสังคมไม่ได้ ถ้าผู้เสพรู้ตัว

10. บทแนบท้าย “แล้วเราทำอะไรได้บ้าง?”

………………………………………………………..

ส่วนขยายความ

1. Watch-dog : สื่อยุคแรกเริ่ม มีบทบาทหน้าที่อันยิ่งใหญ่ สมัยก่อนทฤษฎีทางสื่อสารมวลชนจะเรียกสถาบันสื่อมวลชนดีๆ ที่มีหน้าที่ปกป้องสังคม และเฝ้าระวังผลประโยชน์ของสังคมและโลกโดยรวม ว่า ‘Watch-dogs’ มันเป็นเรื่องน่าขำที่ตอนนี้เราต้องมานั่ง ‘watch the watch-dog’ นี่อีกต่อหนึ่ง
นั่นแปลว่าการที่เราจะสามารถจับตา และประเมินคุณค่าของข่าวสารที่มันจะเกิดขึ้นได้นั้น เราต้องเหนือกว่า สิ่งที่เราจะทำให้เราเป็น master ของ dog ตัวนั้น ก็คือ ‘สติ’ และ ‘การรู้เท่าทันสื่อ’

พูดง่ายๆ คือถ้าเราคิดได้ไม่มากกว่าหมา จะเป็นนายหมาได้ยังไง
สรุปว่าแล้วใครจะจูงใคร ..

2. ทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นสื่อ : มโน แชนแนล
คนสื่อสารแบบไร้สติ แชร์เก่ง จะคิดว่าตัวเองมีข้อมูลที่ดี ที่เป็นจริง รู้ก่อนเก่งกว่า . ประเด็นคือตอนนี้ เราไม่ได้มีเฉพาะสื่อจริงๆ ที่กฎหมาย สามารถเข้าไปรวบรวม แล้วก็ควบคุม และตราจรรยาบรรณกำกับและสะกดเอาไว้ได้ – มันไม่ทันแล้ว
.
ทุกคน ทุกวง ลุกขึ้นเป็นสื่อหมด จ่ายครบจบง่าย ลงโฆษณาได้ตามชอบ เพจข่าวเกิดเร็วอย่างกับดอกเห็ด กินได้บ้าง เป็นเห็ดพิษบ้าง ตายๆ กันไป เป็นใบไม้ร่วง แต่ต้นไม้พิษยิ่งวันยิ่งโต
.
เรื่องนี้ ตัวเจ้าของแพลทฟอร์มเองก็พยายามกรอง ตัวอย่างเช่น เฟสบุ้ค มีแผนกกรองเนื้อหาต้องห้ามที่ใหญ่โตมาก พนักงานหลายพันคน แต่ก็กรองไม่ทัน
ลองนึกคำถามง่ายๆ ว่า “เขาจะมาปกป้องเราทันไหม แล้วเรามัวทำอะไร ทำไมเรายังไม่ปกป้องตัวเอง?”

ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ กสทช. หรือรัฐ หรือการกำกับดูแลอย่างเดียว ปัญหาใหญ่กว่าคือเราหลงประเด็นกัน เมื่อวาน (2 มิถุนายน 2564) มีคนสังเกตว่า สตช.ปล่อยข่าวคดีลุงพลออกมาตอนที่ในสภากำลังอภิปรายงบประมาณแผ่นดิน
.. ..
ประเด็นคือ เรื่องนี้เป็นคดีฆาตกรรม ต้องสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด เอามาลงโทษ เรื่องมีเท่านี้ แต่สื่อก็เสริม ผู้คนก็เสพ ใส่สีกันเสียจนกลายเป็นละคร เราขยี้กันเป็นปี กับแรงประโคมสารพัด ไหนจะช่วยกันกระหน่ำให้ความสำคัญไปอีก

1 เสียง/ 1 คน / 1โพสต์ / 1 แชร์ ก็สามารถสร้างหายนะได้ อย่าประมาทไป เราหรือเปล่าที่เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความวุ่นวาย สับสน ขัดแย้ง สร้างฝักฝ่าย และทำให้สองขั้วปะทะความคิดกันแรงๆ ยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
ทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นสื่อ ส่วนสื่อ – เอาคดีมายำเป็นละคร เอาผู้ต้องสงสัยมาชุบตัวเป็นเซเลบฯ เพื่อรายได้ของตัวเอง โดยไม่ตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัย หรือระมัดระวังระแวงผลร้าย ที่มันจะทิ้งคราบสกปรกไว้แก่ความเป็นสื่อเอง
.
ประเด็นที่ 3 คือทุกคนคิดว่าสิ่งที่เห็นออนไลน์เป็นของจริง
มนุษย์มีนิสัยขี้เกียจอ่านเยอะ / ชอบความเพลิดเพลิน ไม่ชอบคิดเยอะ มโนตามที่อยากให้เป็น
เรายังก้าวไม่พ้นยุคทีวีขาวดำ แทบทุกอย่างผลิตโดยรัฐ รายการที่ไม่ใช่รัฐก็ออกช่องของรัฐอยู่ดี ดังนั้น อะไรที่ถูกส่งออกมาจากทีวี วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ เรามักจะคิดว่าเป็นเนื้อหาที่เป็นความจริงจากหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง หรือจากทางการ

เมื่อใครมาเล่าอะไรให้ฟัง หรือแพร่ข่าวอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ต้องสอบทานกลับไปด้วยการตั้งคำถาม
คนเรามักจะมีอุปนิสัยที่จะตอบโต้บทสนทนาด้วยสิ่งที่เรารู้มา และสิ่งที่เราคิด (ซึ่งจะเอาอะไรมาแน่ใจว่าข้อมูลของเรามันจริง???)
แต่เราขาดนิสัยที่จะตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัย
.
ดังนั้น เราเคยชินกับการตอบโต้กลับไป ด้วยความคิดที่เราเชื่อ จนเป็นนิสัย นำไปสู่การโต้เถียงกันในที่สุด
หลังจากโต้แย้งกันไป เราก็ไม่ได้รู้อะไรใหม่ นอกจากเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว ส่วนสิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมา คือความขัดแย้ง และคนที่ไม่ค่อยชอบกัน อีก 1 คน

4. การ ‘ตั้งธง’ ให้ดีก่อนที่จะสื่อสาร และรับสาร เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ธงรบแต่เป็นธงสันติภาพ ว่าเราจะดูข่าวเพื่ออะไร สื่อสารเพื่ออะไร จะคุยไปเพื่ออะไร จะรับรู้เรื่องพวกนั้นไปเพื่ออะไร สิ่งที่ช่วยให้เราไม่ซวดเซ เราต้องจับก้านธงที่ปักแน่นบนพื้นไว้ให้ได้ และมั่นคง ธงนั้นคือ “สติ”
.
คนเราไม่ต้องเถียงกันทุกเรื่องก็ได้
เราไม่ต้องถกเถียง – ถากถางกันเพื่อที่จะบอกว่าความคิดของใครถูก จริงๆ เราไม่ควรไปสู่จุดที่ต้องถกเถียงกันด้วยซ้ำ ถ้ามันไม่ใช่เรื่องที่จะพัฒนาชีวิต และความคิดของเรา คำถามเรียกสติ : “เถียงกันไปเอาอะไร?”
.
‘การถกเถียง’ เป็นไปได้ แต่ต้องไม่มืดบอดด้วยความคิดที่ว่าตัวเองรู้จริงอยู่คนเดียว เก่งกาจอยู่คนเดียว เชี่ยวชาญอยู่คนเดียว อ่านออกเขียนได้อยู่คนเดียว ได้ข้อมูลที่ถูกที่สุดอยู่คนเดียว คนที่มั่นใจเกินจริงว่าตัวเองรู้ดีที่สุด และรวบรัดว่าข้อมูลของคนอื่นผิด เป็นส่วนหนึ่งที่ซ้ำเติมปัญหาสังคม
เพราะลืมไปว่าไม่มีใครที่รู้อะไรจริงที่สุด ถูกต้องที่สุด เพราะ ‘สิ่งที่จริงที่สุด และถูกต้องที่สุดมันไม่มีอยู่จริง’
ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทุกนาที โดยเฉพาะโลกของข้อมูลข่าวสาร ที่ล้วนมีผลประโยชน์แอบแฝง มีความมากมาย ซับซ้อน มหึมามหาศาล และสับสน
.
ประเด็นที่ 5 การไล่ปราบ Fake News : กับระดับ literacy คนไทย ที่ยังไม่เข้าใจความเชื่อมโยง และหายนะ
ข่าวลือร้ายๆ สามารถทำให้หุ้นตกระเนระนาด ซ้ำเติมปัญหา ซ้ำเติมสังคม และนั่นคือการทำลายเศรษฐกิจ ถ้ายังมองไม่เห็นความเชื่อมโยง เราควรมีคนกลางที่เอาเรื่องพวกนี้ออกมาบอกกัน สอน และสื่อสารให้เข้าใจ

.
ช้สติเมื่อเห็นพาดหัวข่าว หลายสำนักหยิบเอาข้อมูลทั่วไปมาบิดๆ ผ่าน ‘พาดหัวข่าว’ คนอ่านก็เลือกคลิกเข้าไปอ่านพาดหัวตามแบบที่ตัวเองชอบ ชอบความรุนแรงก็คลิกหัวข่าวที่พาดหัวรุนแรงฉูดฉาด ชอบฝ่ายค้านก็คลิกหัวข่าวที่อวยฝ่ายค้าน ชอบรัฐบาลก็จะเลือกอ่านเฉพาะข่าวที่ออกมาปกป้องรัฐบาล อ่านไปตบเข่าตัวเองไป ถูกใจ ถูกจริต เล่าข่าว พยากรณ์คดีเป็นตุเป็นตะ ตามหน้าตา ตามความดัง ของตัวบุคคลในข่าว

นั่นคือเรากำลังเป็นทาสของโลกข้อมูล ข่าวไร้สาร เพราะเครื่องคำนวณพฤติกรรมมันเข้ามาควบคุม กำกับ บังคับความคิดและอารมณ์ของเรา จึงมีคนจำนวนหนึ่งในโลกออนไลน์ที่รู้ทุกอย่าง เก่งทุกเรื่อง เข้าถึงวงในของทุกวง แต่ไม่รู้จักตัวเอง แยกแยะข้อมูลไม่ได้ และนิ่งไม่เป็น

สติคือคำตอบของทุกเรื่อง

* เริ่มจากตัวเอง สร้างอุปนิสัยในการตั้งคำถามเสมอ เช่น ถ้ามีคนมาบอกว่า ‘เมื่อวาน ข่าวลุงพลถูกปล่อยออกมาในจังหวะที่มีการอภิปรายงบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์พอดี’ อันนี้ เดาว่าเป็นความสมัครใจ สิ่งที่ต้องทำคือ *อย่าเพิ่งไม่เชื่อ และอย่าเพิ่งเชื่อ* มันไม่ใช่หน้าที่ของวิญญูชนที่จะมาลุกขึ้นเชื่อหรือไม่เชื่อ

* สิ่งที่ต้องทำคือหัดนิ่ง และพิจารณา อย่างที่เคยพูดแล้วว่าในทางพุทธเรียกว่าธัมมวิจยะ มันคือการพิจารณาสิ่งรอบตัวไป อะไรที่คิดว่าสำคัญก็ให้พิจารณา อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์กับชีวิตและความเติบโตของสติปัญญา ก็ละวางไปบ้าง 


* กรณีข่าวลุงพล สิ่งที่สมควรจะตั้งคำถามก็คือว่า แค่ “สื่อ​​ผิด” เหรอ ? หรือที่จริงผิดทุกฝ่าย ?

** ทุก platforms เขาก็อยู่เพื่อทำเงิน ของฟรีไม่มีในโลก เราอย่าซื่อนัก
สำนักข่าวใหญ่น้อยทั้งหลาย เขาก็คือธุรกิจ อยู่เพื่อแสวงหารายได้ แม้กระทั่งเฟคนิวส์ ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหาเงิน ข่าวในทุกแพลทฟอร์ม และ social media อยู่ใต้ระบบทุน
ถ้าไม่มี demand และผู้คนไม่เสพติดดราม่า ข่าวปลอมจะมีความหมายอะไร
.
บุคคลในสื่ออีกประเภทหนึ่ง เช่น Youtubers / influencers ทุกคนก็ต้องการประโยชน์ทั้งนั้น กูรูแต่ละสาขา ขายหลักสูตรออนไลน์ อายุ 20-30 กว่าๆ เคยตั้งคำถามหรือไม่ ว่าเขามายังไง? ประสบความสำเร็จมาจากการทำอะไร นอกจากไลฟ์เก่ง
หรือพูดหยาบ ดิบถ่อยจนน่าตกใจ
influencer ทุกคนพยายามหาสไตล์ ขายความคูล ความเท่ แต่ไม่ว่าสไตล์จะเท่แค่ไหน
** ตรวจสอบดูว่าเขาให้สติคุณหรือเปล่า : สไตล์ ไม่เท่ากับสติ**

**Social media ไม่ได้หล่อหลอมเรา ตัวตนเราหลายล้านคนต่างหากที่ร่วมกันสร้างเนื้อหาและบรรยากาศให้ social media ของสังคมแต่ละประเทศขึ้นมา social media แต่ละประเทศไม่เหมือนกันเลย จีน ตุรกี หรืออินเดีย ล้วนเป็นไปตามคนของประเทศนั้นๆ

** ที่ภูฎาน ตามริมถนนจะมีกัญชาขึ้นอยู่เป็นดงเหมือนหญ้าคาบ้านเรา มีดาษดื่นทั่วไป คนไทยตกใจแทน
แต่คนภูฎานไม่กลัวกัญชา กัญชาไม่อันตราย วัวควายมันยังไม่กิน
มนุษย์ประเทศอื่นเอากัญชามาทำอันตรายต่อตัวเอง
.
** คุณภาพ ของตัวบุคคล และของสำนักข่าวจำนวนมาก ยังไม่ได้มาตรฐาน ทั้งการเขียน/อ่าน/พูด และ คุณภาพตัวผู้ประกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สื่อข่าวภาคสนาม มีมากมายที่ questioning skill ยังไม่ได้
เมื่อวาน (2 มิถุนายน 2564) มีคนยื่นไมค์ถามแม่ของผู้เสียชีวิตว่า “ป้าคะ ป้าคิดว่าลุงพลหนีทำไม”
คิดถึงน้าค่อมจับใจ

**สื่อเขียนลุงพลด้วยมือ มาดูกันว่าสื่อจะลบลุงด้วยอะไร
เมื่อวานค่ายใหญ่ ‘ลบ’ เพลงที่ลุงพลเคยร้องคู่กับจินตหรา คนแห่ดูกันเป็นสิบๆ ล้านวิว
ส่วนจินตหราบอกว่า “เสียใจจังที่ดูคนผิด” และ “จินไม่เคยสนิทกับลุงพล”

* สื่อซอกซอนสืบแซะจนบ้านกกกอกแทบแตก ราวกับจะเป็นตำรวจ ส่วนตำรวจก็เกรงใจสื่อ ยอมแม้ให้กล้องทีวีจิ้มจนชิดเอกสารในมือตำรวจที่กำลังบันทึกข้อมูลในที่เกิดเหตุอยู่ พอได้ภาพอะไรมา นักข่าวก็สร้างประเด็นให้ดราม่า แล้วขยี้อีกต่อเนื่องมาเป็นปี คดีฆาตกรรมกลายเป็นละคร ก่อนละครจริงหลังข่าวจะมา

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง ?

** ระดับครอบครัว กลุ่มสังคม คนในสังคมต้องดูแลกันและกัน ดูแลคนในบ้าน คนแก่ อย่าให้ติดรายการเล่าข่าว ชี้ให้เห็นความรุนแรงผ่านข่าว ดูแลตัวเองไม่ให้เข้าไปในวังวนดราม่า เช่นช้อปปิ้งออนไลน์ ได้ของปลอม อย่าปล่อยลูกหลานเล่นเกมออนไลน์กับคนแปลกหน้า ซึ่งจะพาเข้าสู่แวดวงการแลกเปลี่ยน ยา บริการทางเพศ และค้ามนุษย์ พ่อแม่ต้องสอนเด็กเรื่อง cyber bully และ hate groups
.
** ครูบาอาจารย์ -ผู้ใหญ่ ต้องช่วยกันออกแรง ช่วยรักษามาตรฐาน การปล่อยวาง ไม่เหมือนกับการปล่อยปละ คำว่า ”อย่าไปซีเรียส” ก็ใช้ได้แค่ในบางกรณี แต่ถ้าเรา compromise standards ก็อย่าบ่นว่าผู้คนและสังคมมันเสื่อมถอย
.
ไม่มีใครอยากให้เกิดบทสนทนาที่ว่า
คนไทยบ่น :”ทำไมเมืองไทยเป็นอย่างงี้?”
ชาวต่างชาติตอบ : “เมืองไทยเป็นแบบนี้ก็เพราะมีคนไทยไงล่ะ hahaha”

คนเป็นอย่างไร ประเทศก็เป็นอย่างนั้น
.
**องค์กรสื่อเอง ขอให้มองยาวๆ เป็นสำนักข่าวก็ต้องลงทุนกับคุณภาพข่าว และผู้สื่อข่าว สำนักข่าวคุณภาพต่ำกำลังถูก disrupt และอยู่ในขาลง อย่าทิ้งมาตรฐานถึงขนาดไปเอาเนื้อหาจาก social media มานำเสนอมากนัก องค์กรข่าว องค์กรสื่อ กับ social media และข่าวลือ ข่าวปลอม มันคนละหน้าที่ คนละศักดิ์ศรีกัน ถ้าทิ้งจุดขายนี้ เตรียมเทียนไว้ให้ดี เพราะวันข้างหน้ามืดมน
และตอนนี้ AI เขียนข่าวเองได้แล้ว กำลังเริ่มทำบทวิเคราะห์ข่าวด้วย

** ภาคเอกชน : งานด้าน HRD ควรจัดให้เรื่องสื่อสารเป็นนโยบายระยะยาวของบริษัทต่างๆ ในอันที่จะพัฒนาบุคลากร ให้มี media literacy บรรจุเรื่องเหล่านี้ลงในหลักสูตร ทุกระดับและวัย อยากให้ภาคเอกชนรณรงค์ให้ความรู้แก่คนในองค์กร

**ภาคธุรกิจ พิจารณาเลือกช่อง และเลือกสปอนเซอร์สำนักข่าวที่ดี ประคับประคองกันไปในระยะยาว เพราะระบบที่ engagement สูงๆ เป็นภาพลวงตา พวกสื่อเขาจ่ายเงินซื้อไลค์กัน จะเอามากเท่าไหร่ก็ได้

** กองทุนต่างๆ เช่น กองทุนสื่อสร้างสรรค์ โปรดเน้นเปิดรับและสนับสนุน “โครงการสื่อคุณภาพ” และ “การรู้เท่าทันสื่อ” ให้ต่อเนื่อง เหมือนที่เคยรณรงค์โครงการ “เมาไม่ขับ” หรือ “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ฯลฯ ของแบบนี้ต้องทำระยะยาว แต่ต้องเริ่มเลย
เมืองจีนตอนนี้ก็มีหลักสูตรประกาศนียบัตรพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์แล้ว อยากเห็นคนไทยรู้เท่าทัน มีความรู้เรื่องสื่อและโลกออนไลน์

** ส่วนภาครัฐ ในระดับนโยบาย รัฐต้องมีแผนงาน ไม่ว่าจะระยะสั้น หรือโครงการระยะยาว ที่จะให้การศึกษาเรื่องสื่อ การใช้เป็นเครื่องมือ และการรู้เท่าทันสื่อ ต่อคนในสังคม ทั้งเมืองทั้งชนบท

สังคม และสัมพันธภาพของหน่วยสังคมแปรผันผิดรูปไปมากแล้ว เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแทบทุกประเทศที่มีการสื่อสารในโลกออนไลน์แบบไร้ทิศทาง และไร้การควบคุม เพราะสื่อ องค์กร สถาบันธุรกิจ ครอบครัว และผู้คนในสังคมขาดความรู้ตัว มีแต่อวิชชา และไม่มีความรู้ที่แท้ ที่ช่วยให้ชีวิตและจิตปลอดภัย
วันหนึ่งข้างหน้า ถึงเวลาที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว บทสรุปคือเราเองนี่แหละคือส่วนหนึ่งของปัญหา

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here